Siamese-fighting-fish

ปลากัด

ปลากัดภาคกลาง หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า ปลากัด เป็น...

ปลาทอง goldfish สิงห์ลูกผสม สิงห์ญี่ปุ่น ปลาสวยงาม

ปลาทอง

           ปลาทอง บางครั้งนิยมเรียกว่า ปลาเงินปลาทอง (อั...

ปลาคาร์ป ปลาไน ปลาแฟนซีคาร์ป ปลาคาร์พ ปลาสวยงาม

ปลาคาร์ป

  ปลาแฟนซีคาร์ป (Fancy carp) หรือที่เรียกกันว่าปลาไนแฟนซี ...

ปลามังกร ปลาอะโรวาน่า Arowana ปลาตะพัด Malayan bonytongue fish

ปลาอโรวาน่า

อะโรวาน่า เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ที่มีการสืบสายพันธ...

ข่าวสารงานปลา

Pramong_Nomjai_Thaituala

ประมงน้อมใจ ไทยทั่วหล้า ครั้งที่ 12 ปี 2556

  [caption id="attachment_260" align="alignnone" width="570"] ประมงน้อมใจ ไทยทั่วหล้า ...

ปลาสวยงาม

ปลาซ่อนอเมซอน ปลาอะราไพม่า Arapaima ปลาสวยงาม ปลาซ่อนยักษ์

ปลาช่อนอเมซอน

ปลาซ่อนอเมซอน เป็น ปลาน้ำจืด ที่ ให...

ประมงน้อมใจ ไทยทั่วหล้า ครั้งที่ 12 ปี 2556

 

ประมงน้อมใจ ไทยทั่วหล้า ครั้งที่ 12

เดอะมอลล์กรุ๊ป ร่วมกับ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ, กรมประมงและชมรมผู้นิยมปลาสวยงาม ประเทศไทย ร่วมกัน จัดงานประกวดปลาสวยงาม ชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2556 ในชื่อว่า “ประมงน้อมใจ ไทยทั่วหล้า ปี 2556″ ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็น ครั้งที่ 12 (The 12th “Pramong Nomjai Thaituala” Thailand Tropical Fish Competition 2013) ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2556 นี้ ณ MCC HALL ชั้น 4 เดอะมอลล์ บางกะปิ
จึงขอเชิญชวน เพื่อนๆ ชาวคนรักปลาทุกท่านร่วมส่งปลา เข้าร่วมการประกวดปลาสวยงาม ชิงแชมป์ประเทศไทยประจำปี 2556 ชิงรางวัลเกียรติยศ และรางวัลอื่นๆ มูลค่ากว่า 1,000,000 บาท
ภายในงาน “ประมงน้อมใจ ไทยทั่วหล้า ปี 2556″ ที่ เดอะมอลล์บางกะปิ ในครั้งนี้ มีการประกวดปลาสวยงามทั้งหมด 9 ชนิด รวมถึง 60 ประเภท
– ประกวดปลากัด
– ประกวดปลาหางนกยูง
– ประกวดปลาเงินปลาทอง
– ประกวดปลาหมอครอสบรีด
– ประกวดปลาปอมปาดัวร์
– ประกวดปลาแบกเงินแบกทอง (Short Body)
– ประกวดปลาตะพัด (เอเซียอโรวาน่า)
– ประกวดปลากระเบน
– ประกวดปลาหมอแคระ
รวมทั้งการประกวดการจัดตู้พรรณไม้น้ำเลียนแบบธรรมชาติประเภทนักเรียน
รับสมัครตั้งแต่วันนี้ –วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม 2556
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ชมรมผู้นิยมปลาสวยงาม ประเทศไทย โทร.0-2272-6041-5

งานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 11

Thailand’s 11th Grand Pet Show
งานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 11 @สามพราน ริเวอร์ไซด์ จังหวัดนครปฐม
กำหนดจัดงานระหว่างวันศุกร์ที่ 14- วันอาทิตย์ที่16 ธันวาคม 2555
เวลา 09.00-18.00 น. ณ สามพราน ริเวอร์ไซด์ จังหวัดนครปฐม
ค่าเข้าชมงาน ผู้ใหญ่ 50 บาท และ เด็ก 20 บาท

               การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ซึ่งเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงความจงรักภักดี ถวายเป็นราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา

                โดยภายในงานจะมีจัดนิทรรศการด้านปลาสวยงาม เรื่อง “84 พรรษา องค์ราชัน ชม 84 สายพันธุ์ ปลาสวยงาม” และปลาที่อยู่ในพรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า2535 ได้แก่ ปลาเสือตอและปลาอโรวาน่า และได้จัดการสัมมนาวิชาการ ในหัวข้อ”มาตรฐานสัตว์น้ำสวยงามเพื่อการค้าและการส่งออก(GAP)”

วันนี้แอดมินเอาตารางกิจกรรมและการประกวดปลาสวยงามมาให้ดูกัน
รับสมัคร
– ประกวดปลาสวยงามทุกประเภท ตั้งแต่บัดนี้ – 18 พฤศจิกายน 2555
– ประกวดตู้พรรณไม้น้ำระดับนักเรียน ตั้งแต่บัดนี้ – 16 พฤศจิกายน 2555
วันพุธที่ 12 ธันวาคม 2555
14.00 –17.00 น. รับปลาทุกประเภทเข้าประกวด
วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม 2555
10.00 – 17.00 น. ตัดสินการประกวดปลาทุกประเภท
วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม 2555
08.30 – 09.30 น. ลงทะเบียนแข่งขันจัดตู้พรรณไม้น้ำประเภทนักเรียน (ระดับประถมและมัธยมต้น) และปฐมนิเทศพร้อมแจกพรรณไม้และหินประดับเพื่อเตรียมแข่งขัน
09.30 – 11.30 น. การแข่งขันจัดตู้พรรณไม้น้ำประเภทนักเรียน
13.00 – 14.00 น. ตัดสินการประกวดจัดตู้พรรณไม้น้ำประเภทนักเรียน และประกาศผลการตัดสิน
15.00 น. มอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด
วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2555
14.00 – 15.30 น. พิธีมอบถ้วยรางวัลปลาที่เข้าประกวดทุกประเภท

** 14-16 ธันวาคม 2555**
เวลา 09.00 – 17.00 น.
โชว์ที่สุดแห่งสัตว์เลี้ยง การรวมตัวของสายพันธุ์ปลาที่มากที่สุด กว่า84 สายพันธุ์
ชมปลาสวยงามที่ชนะเลิศจากการประกวด

สอบถามรายละเอียดได้ที่ :
ชมรมผู้นิยมปลาสวยงามประเทศไทย โทร. 0-2272-6041-5
http://www.thailandgrandpetshow.com
สำนักพัฒนาการปศุสัตว์ และถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมปศุสัตว์ โทร. 0-2653-4444 ต่อ 3325,
สวนสามพราน โรงแรมโรสกาเด้น ริเวอร์ไซด์ ไทร. (034) 322-588-90,
สำนักกิจกรรมสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ โทร. 0-2638-2100

งานวันปลาสวยงามแห่งชาติ ประจำปี 2555

งานวันปลาสวยงามแห่งชาติ ประจำปี 2555
มาแล้วค่ะ กำหนดการวันปลาสวยงามแห่งชาติ เดอะมอลล์งามวงศ์วาน
ระหว่างวันที่ 6-14 ตุลาคม 2555 ตามเวลาห้างเปิด-ปิด
MCC Hall ชั้น 4 – The Mall งามวงศ์วาน
รายละเอียดตามรูปเลยค่ะ

งานวันปลาสวยงามแห่งชาติ

ปลาช่อนอเมซอน

ปลาซ่อนอเมซอน เป็น ปลาน้ำจืด ที่ ใหญ่ที่สุด ในทวีปอเมริกา เมื่อโตเต็มที่สามารถมีความยาวกว่า 2.75 เมตร และน้ำหนักมากกว่า 200 กิโลกรัม มีอายุประมาณ 15-20 ปี เป็นปลากินเนื้อ แต่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์กับ จากรูปด้านบนเป็นรูปนักดำน้ำกำลังว่ายน้ำร่วมกันในแท้งค์ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ( Aquarium ) ในเมือง Manaus ประเทศบราซิล

ลักษณะของปลาช่อนอเมซอน

  • แหล่งที่อยู่อาศัย : เป็นปลาน้ำจืด พบได้ในอเมริกาใต้ เช่นแม่น้ำอเมซอน
  • ขนาด : โดยทั่วไป 2 เมตร เมื่อโตเต็มที่สามารถมีความยาวกว่า 2.75 เมตร และน้ำหนักมากกว่า 200 กิโลกรัม
  • อาหาร : เป็นปลากินเนื้อ จำพวกปลา กุ้ง ปู สัตว์ขนาดเล็ก
  • ความต้องการออกซิเจน : เป็นปลาที่สามารถอาศัยในแหล่งน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำมากๆ ได้ ( ประมาณ 0.5 ppm. )
  • อายุเฉลี่ย : 15-20 ปี
  • ลักษณะพิเศษ : ลิ้นสาก จนสามารถนำไปใช้ทำกระดาษทรายได้
  • ด้านบนเป็นเกล็ดปลาช่อนอเมซอน รูปกระดาษสีแดงคือไพ่ไว้เปรียญเทียบขนาด ส่วนด้านขวาคือลิ้นของปลาช่อนอเมซอน ที่มีลักษณะสาก คล้ายกระดาษทราย ทำให้คนท้องถิ่นใช้เป็นเครื่องมือในในการ ขัด แทนกระดาษทราย

ปลาปอมปาดัวร์

ปลาปอมปาดัวร์ ซื่อภาษาอังกฎษ คือ Discus Fish เป็นปลาในตระกูล Cichlid เป็นปลาที่น่าสนใจของนักเพาะเลี้ยงปลาสวยงามเนื่องจากมีราคาดี สามารถส่งขายต่างประเทศได้ ตลาดรับซื้อลูกปลามีไม่จำกัด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสภาพดินฟ้าอากาศเหมาะสมในการเพาะพันธุ์ และอาหารของปลาจากธรรมชาติ เช่น ลูกน้ำ หนอนแดง ไข่กุ้ง ก็หาได้ง่ายและมีราคาไม่แพงนัก องค์ประกอบเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาของลูกปลา เป็นสิ่งกระตุ้นทำให้มีผู้สนใจทดลองเพาะเลี้ยงกันมาก แต่โดยมากมักไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากมีปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ประการที่สำคัญคือ การดูแลเอาใจใส่ มักมีคำกล่าวในหมู่นักเพาะเลี้ยงปลาปอมปาดัวร์เสมอว่า การเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ขึ้นอยู่กับดวง ผู้เพาะเลี้ยงปลามือใหม่หรือมือสมัครเล่นมักประสบความสำเร็จระยะแรก ๆ แต่ถ้าขยายกิจการให้ใหญ่มากขึ้นมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควรหรืออาจประสบกับการขาดทุนถึงกับขายตู้ปลาไปเลยก็ได้ ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าผู้ทดลองเลี้ยงในระยะแรกซึ่งมีพ่อแม่ปลาเพียง 2-3 คู่ มักจะดูแลเอาใจใส่ด้วยตนเองเป็นอย่างดีและทั่วถึงแต่เมื่อขยายกิจการทำให้การดูแลไม่ทั่วถึงหรือให้ผู้อื่นทำแทนซึ่งขาดความระมัดระวังโดยเฉพาะเรื่องความสะอาด เนื่องจากปลาปอมปาดัวร์จัดเป็นปลาที่ต้องการความสะอาดมาก นักเพาะเลี้ยงปลาปอมปาดัวร์จึงไม่นิยมเลี้ยงปลาชนิดนี้โดยใช้เครื่องกรองน้ำในตู้เหมือนปลาชนิดอื่นๆ แต่จะใช้วิธีการถ่ายน้ำเก่าออกแล้วเติมน้ำใหม่โดยไม่เสียดายค่าน้ำ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ปลาเจริญเติบโตได้รวดเร็วและเพาะพันธุ์ได้ผลผลิตที่คุ้มค่ากับการลงทุน


 การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์จัดได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญประการแรกในการเพาะพันธุ์ปลาปอมปาดัวร์ ในการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ควรคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
 ไม่ควรซื้อพ่อแม่ปลาจากร้านปลาสวยงามทั่ว ๆ ไป เนื่องจากปลาที่ซื้ออาจจะเป็นปลาแก่ที่ไม่สามารถเพาะพันธุ์ได้แล้วหรือมีประสิทธิภาพในการเพาะพันธุ์ต่ำ ซึ่งโดยมากจะเป็นปลาที่ฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาปอมปาดัวร์คัดออกแล้วขายให้แก่ร้านปลาสวยงามทั่ว ๆ ไป ควรซื้อปลาจากฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาปอมปาดัวร์ที่ไว้ใจได้มีการคัดเลือกสายพันธุ์แล้ว
 ปลาที่เป็นพ่อแม่พันธุ์ควรเป็นปลาที่ไม่ได้ผ่านการเร่งหรือย้อมสี เพราะฮอร์โมนที่ใช้ในการย้อมสีอาจจะมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ของปลาได้
 ไม่ควรซื้อปลาขนาดใหญ่ มาเลี้ยงเพราะไม่สามารถทราบอายุที่แน่นอนและสุขภาพปลาได้ ควรซื้อปลาขนาดที่เรียกว่าขนาดเหรียญบาทซึ่งมีอายุประมาณ 1-2 เดือน มาเลี้ยงเพื่อทราบถึงชีววิทยาปลา แต่ไม่ควรซื้อปลาจากครอกเดียวกัน หรือเลือดชิดเพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการเพาะพันธุ์ต่ำ เปอร์เซ็นต์การรอดต่ำ ได้ลูกปลาน้อย และลูกปลาที่ได้อาจจะพิการหรือไม่สมบูรณ์ ควรเลือกซื้อลูกปลาที่ได้จากพ่อแม่ที่มีสีสันสดใสและลวดลายชัดเจนไม่เลอะเลือน
 ลูกปลาที่ซื้อควรมีลักษณะกลม บริเวณตั้งแต่จะงอยปากถึงครีบหลังควรโค้งงอ ไม่ลาดชันเป็นเส้นตรง กระโดงครีบหลังสูงและไม่หักลู่ สีของลำตัวเป็นสีน้ำตาลอ่อน ไม่ควรเป็นสีดำหรือสีทึบ ครีบก้นยาวและลึก ครีบทุกครีบสมบูรณ์ไม่แตกหรือแหว่ง พยายามสังเกตดูลักษณะของปลาให้มีสุขภาพสมบูรณ์ ว่ายน้ำว่องไว ไม่ตกใจหรือกลัวคน มีลักษณะเชื่อง มีการตื่นตัวในการกินอาหารอยู่เสมอ ไม่เซื่องซึม ไม่เป็นโรคโดยเฉพาะไม่เลือกซื้อลูกปลาจากครอกที่มีตัวใดตัวหนึ่งแยกหลบมุมอยู่ต่างหากหรือตัวดำเพราะจะทำให้ปลาที่เลือกมาแม้จะมีสุขภาพดีแต่ก็อาจจะเป็นโรคได้ภายใน 2-3 วัน และพยายามสังเกตตาของปลา ซึ่งถ้าเป็นปลาแกร็นแล้วตาจะโปนและวงขอบตาจะมีสีดำ สีลำตัวค่อนข้างทึบออกเป็นสีเทาดำ ปลาเหล่านี้เมื่อนำมาเลี้ยงแม้ว่าจะอยู่ในสภาพดีและอาหารสมบูรณ์เพียงใดก็จะไม่โต

 วิธีเพาะพันธุ์
เมื่อพ่อแม่ปลาเจริญเติบโตพร้อมที่จะผสมพันธุ์และวางไข่ได้ให้นำโดมสำหรับปลาวางไข่มาใส่ไว้ในตู้เพื่อเป็นการฝึกไม่ให้ปลาวางไข่ที่อื่นซึ่งในการเพาะพันธุ์นี้ควรคำนึงถึง
 ตู้ปลา ควรวางตู้ปลาชิดและขนานกับผนังห้อง ไม่ควรวางตู้ขวางออกมาเพราะจะทำให้ปลาตกใจหรือตื่นคนง่าย ตู้ที่นิยมทำการเพาะเลี้ยง คือ ตู้ขนาด 30x20x20 นิ้ว โดยทาสีฟ้าหรือเขียวอ่อน 3 ด้าน
 แสงสว่าง ในขณะทำการเพาะไม่ควรให้แสงสว่างมากควรให้แสงสว่างแต่พอควร และในบริเวณที่เพาะไม่ควรมีคนพลุกพล่านนอกจากผู้ทำการเพาะเลี้ยง ควรระมัดระวังเกี่ยวกับคนเดินผ่านตู้เพราะทำให้ปลาตกใจได้
 ห้องเพาะพันธุ์ปลา ควรจะเป็นห้องที่แยกออกจากห้องเลี้ยงปลาเพราะแสงสว่างและช่วงเวลาการเปลี่ยนน้ำมักจะไม่ตรงกันจะทำให้รบกวนปลามาก ในฤดูร้อน ห้องเพาะควรมีการระบายอากาศบ้างเล็กน้อย ส่วนในฤดูหนาวควรปิดห้องเพื่อควบคุมให้มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้อยที่สุดและโดยที่ห้องเพาะส่วนใหญ่จะปิดมิดชิดทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้อยจึงไม่นิยมใช้ฮีทเตอร์ในระหว่างการเพาะพันธุ์
 การวางโดม ควรวางคนละมุมกับหัวพ่นฟองอากาศเพื่อป้องกันปลาตกใจและวางโดมให้ชิดผนังตู้ด้านหนึ่งเพื่อป้องกันมิให้ปลาติดหลังโดมและไม่ควรเปิดฟองอากาศให้แรงนัก
ในระหว่างการเพาะพันธุ์ ตัวเมียจะเห็นส่วนท้องอูมชัดเจน ก่อนปลาวางไข่ 3-4 วัน ปลาจะมีอาการสั่นทั้งตัวผู้และตัวเมีย ในวันที่ปลาวางไข่จะสามารถสังเกตได้โดยดูอาการทั้งตัวผู้และตัวเมียจะไม่ยอมออกห่างจากโดมและช่วยกันแทะเล็มโดมเพื่อทำความสะอาดตลอดเวลา จากนั้นตัวเมียจะวางไข่บนโดมครั้งละ 15-30 ฟอง แล้วตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อลงบนไข่แม่ปลาจะใช้เวลาในการวางไข่ประมาณ 2 ชั่วโมง วางไข่ 100-300 ฟอง ไข่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 มิลลิเมตร สีเทาอมเหลือง ในบางครั้งไข่อาจจะมีสีเหลืองอมแดงเนื่องจากปลาปอมปาดัวร์ในประเทศไทยเลี้ยงด้วยไข่กุ้งทำให้มีผลต่อสีของไข่ หลังจากปลาผสมพันธุ์และวางไข่แล้วจึงใส่ยาปฏิชีวนะได้แก่ Tetracyclin อัตราส่วน 2 เม็ดต่อ 1 ตู้ ในระยะนี้ตัวผู้และตัวเมียจะว่ายวนเวียนโบกพัดน้ำไปยังไข่เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนและไม่ให้สิ่งสกปรกตกลงบนไข่ จากนั้นนำตะแกรงตาถี่ขนาดช่องตาครึ่งเซนติเมตรมาครอบลงบนโดมให้มีระยะห่างระหว่างโดมและตะแกรงประมาณ 2-3 เซนติเมตร เพื่อป้องกันปลาย้ายไข่หรือถ้าปลาตกใจอาจจะกินไข่ได้ พร้อมกับนำตะแกรงขนาดช่องตา 1 นิ้ว กั้นแยกตัวผู้ออกจากตัวเมียและไข่ เพื่อป้องกันปลาผสมกันและวางไข่อีก ซึ่งถ้าปลาวางไข่อีกจะกินไข่ที่วางไว้ก่อนแล้วออกหมดและป้องกันการกัดกันเพราะแย่งกันเลี้ยงลูก การแยกกันนี้จะต้องแยกให้ตัวเมียอยู่ใกล้กับไข่เพราะจะทำให้ทั้งตัวเมียและตัวผู้ช่วยกันเลี้ยงลูก แต่ถ้าแยกให้ตัวเมียอยู่ด้านนอกและตัวผู้อยู่ด้านในตัวเมียจะไม่คุ้นกับลูกจะกินลูกของตัวเอง แต่ทั้งนี้การแยกต้องให้ทั้งตัวผู้และตัวเมียสามารถมองเห็นไข่ที่วางติดโดมไว้ได้เพื่อจะได้ไม่กินลูกปลา

 วิธีอนุบาลลูกปลา
หลังจากแม่ปลาวางไข่ 3 วัน ลูกปลาจะฟักเป็นตัวแต่จะยังอยู่ในบริเวณเปลือกไข่ จะเห็นส่วนหางเต้นไปมา ส่วนหัวจะเป็นจุดสีดำ ในระยะนี้ลูกปลาจะไม่กินอาหารเพราะมีถุงไข่ (yolk sac) อยู่ในบริเวณท้องหลังจากนั้นอีก 3 วัน คือวันที่ 6 หลังจากเมื่อปลาวางไข่ ลูกปลาจะเริ่มว่ายน้ำมาเกาะเพื่อกินเมือกบริเวณลำตัวพ่อแม่ปลา สีของลำตัวของพ่อแม่ปลาจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นจนเกือบดำ พ่อแม่ปลาจะพยายามอมลูกปลาแล้วพ่นไปที่โดม ระยะนี้เป็นระยะที่สำคัญมาก ถ้าพ่อแม่ปลาตกใจจะกินลูกปลาเข้าไปเลย และควรระมัดระวังการให้อาหารพ่อแม่ปลา อย่าให้อาหารมากเพราะจะทำให้น้ำเสียเนื่องจากจะไม่มีการเปลี่ยนน้ำในระยะนี้
 ในวันที่ 7 มีการถ่ายน้ำพร้อมกับดูดตะกอนออก ควรระมัดระวังลูกปลาจะติดไปในระหว่างดูดตะกอน ให้เหลือน้ำอยู่ประมาณครึ่งตู้เท่านั้น
 ในวันที่ 8 ค่อย ๆ ดูดตะกอนและเริ่มเติมน้ำโดยใช้สายยางเล็ก ๆ หยดน้ำลงไปคล้ายกับการให้น้ำเกลือเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด โดยถ้าถ่ายน้ำตอนเช้าจะต้องเติมน้ำโดยใช้เวลา 8-10 ชั่วโมง จึงจะได้ระดับครึ่งตู้เท่ากับเมื่อวันที่ 7 (การเปลี่ยนน้ำควรเติมน้ำเท่ากับปริมาณน้ำที่มีอยู่เดิม) และเปลี่ยนน้ำเช่นนี้ต่อไปทุกวัน
 ในวันที่ 13 ลูกปลาเริ่มว่ายน้ำไปมาอย่างอิสระบ้างแต่ยังกินเมือกของพ่อแม่ปลาเป็นอาหารอยู่ สามารถให้อาหารเสริมได้ คือ อาร์ทีเมียที่เพาะใหม่ ๆ หรือลูกของไรแดง
การแยกลูกไรแดงออกจากไรแดงตัวโต สามารถทำได้โดยใช้กระชอนตาถี่ที่ลูกไรสามารถลอดออกมาได้ไปช้อนไรแดงแล้วแกว่งในกะละมังที่มีน้ำอยู่ ลูกไรแดงจะหลุดออกมาอยู่ในกะละมัง แต่ไรแดงตัวโตไม่สามารถลอดออกมาได้ จากนั้นจึงใช้กระชอนตาถี่ที่เล็กกว่าขนาดลูกไรไปช้อนมาอีกทีก็จะได้แต่เฉพาะลูกไรแดงขึ้นมา การให้ลูกไรแดงควรระมัดระวังไรชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายไรแดงแต่มีเปลือกแข็งคล้ายแมลงเพราะถ้าลูกปลากินเข้าไปจะทำให้ตายได้
 ในวันที่ 17 สามารถแยกแม่ปลาออกจากลูกปลาได้ในระยะนี้ และลูกปลาขนาดนี้ซึ่งเรียกว่าระยะแกะออกจากแม่หรือขนาดเม็ดแตงโมขายได้ในราคาตัวละ 7-8 บาท หรือจะเลี้ยงต่อไปจนอายุ 1 เดือน จนถึงขนาดเหรียญบาทซึ่งมีราคาตัวละ 20-30 บาท ทั้งนี้แล้วแต่ความต้องการของตลาด ในระยะนี้ควรหัดให้ลูกปลากินไข่กุ้งเพื่อเป็นการเร่งสีซึ่งจะทำให้ปลามีสีแดงขึ้นและขายได้ง่ายขึ้น
พ่อแม่ปลาที่แยกออกจากลูกปลาในระยะที่ลูกปลามีอายุ 17 วันนั้นจะผสมพันธุ์และวางไข่ได้อีกโดยใช้เวลาพักตัวประมาณ 1 อาทิตย์ ในระยะพักตัวนี้ควรให้อาหารเสริมจำพวกวิตามิน E, K หรือวิตามินรวม เนื่องจากในระยะเลี้ยงลูกปลาเราต้องใส่ยาปฏิชีวนะตลอดเวลาเพื่อป้องกันโรคทำให้ปลาขาดวิตามิน E, K ซึ่งอาจทำให้ปลาตัวผู้นี้มีโอกาสเป็นหมันอย่างถาวร และตัวเมียเป็นหมันชั่วคราวได้ โดยใส่วิตามิน E, K หรือวิตามินรวมลงไปในอาหารและแช่ทิ้งไว้ก่อนให้ประมาณ 20 นาที
ในบางครั้งเมื่อเพาะปลาจะประสบกับปัญหาไข่เสียไม่ฟักเป็นตัวซึ่งมีสาเหตุอาจเนื่องจากตัวผู้มีน้ำเชื้อไม่ดีเพราะเพาะพันธุ์ถี่เกินไป หรือเพราะน้ำมีคลอรีน ผู้เพาะเลี้ยงปลาบางรายจึงมีปลาตัวผู้หลายตัวไว้สับเปลี่ยนกัน แต่ถ้าสับเปลี่ยนตัวผู้แล้วไข่ยังเสียติดต่อกัน 4-5 ครั้ง หรือเมื่อตัวเมียวางไข่แล้วไข่หลุดออกจากโดมก็ควรพักพ่อแม่ปลาอย่างน้อย 1 เดือน

ปลารัมมี่โนส

ปลารัมมี่โนส

คนที่ตั้งชื่อปลาตัวเล็กๆหน้าตาคล้ายปลาซิวชนิดนี้ว่า “รัมมี่โนส เตตร้า” หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “รัมมี่โนส” นั้น นอกจากจะช่างคิดแล้ว ยังต้องเป็นคนรวยอารมณ์ขันแน่ๆ

ทำไมน่ะหรือ?

หากมองเผินๆ ปลาอย่างรัมมี่โนสดูเป็นปลาที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ ยิ่งถ้าใครได้เห็นตอนที่เพิ่งใส่พวกมันลงไปในตู้ใหม่ๆคงต้องส่ายหัวกันทุกราย เพราะนอกจากจะไร้สีสันจนถึงขั้นจืดสนิทแล้ว ยังไม่มีจุดเด่นเอาเสียเลย

แต่ถ้าลองปล่อยให้พวกมันใช้เวลาปรับตัวในตู้อีกสักหน่อย คนที่เคยเห็นในตอนแรกอาจต้องร้องด้วยความประหลาดใจว่า นี่หรือคือปลาที่ฉันเคยเห็น เพราะนอกจากส่วนหน้าที่แดงเด่นขึ้นมาผิดหูผิดตาเป็นสีเชอร์รี่สดแล้ว หางยังมีลายสีขาวสลับดำให้ดูเก๋ไก๋ไปอีกแบบ

ยิ่งถ้าได้อยู่ในตู้ที่เต็มไปด้วยพรรณไม้น้ำสีเขียวชอุ่ม สีของปลาชนิดนี้ก็จะยิ่งตัดกันมากขึ้นอีกหลายเท่า ทำให้คนที่นิยมเลี้ยงพรรณไม้น้ำทั้งหลายต่างนิยมนำปลาชนิดนี้ไปเลี้ยงเพื่อเพิ่มสีสันให้กับตู้ไม้น้ำใบงามของตน

ถึงแม้ปลาชนิดนี้จะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแม่น้ำเนโกรและเมตา ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของมหานทีอย่างอะเมซอนที่เข้าถึงได้ยาก แต่ปลาจำนวนมากก็ถูกรวบรวมจากธรรมชาติเพื่อสนองความต้องการของตลาดปลาสวยงามทั่วโลกในแต่ละปี โชคยังดีที่มีหลายประเทศเริ่มเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ได้ในที่เลี้ยงแล้ว และคาดว่าจะเพิ่มผลผลิตเพื่อทดแทนการจับปลาจากธรรมชาติได้ในอีกไม่นาน เพราะปลาส่วนมากที่ขายกันอยู่ในตลาดโลกก็เริ่มเป็นปลาที่เกิดจากการเพาะพันธุ์ในประเทศแถบเอเชียแล้ว รวมทั้งยังมีปลาผ่าเหล่าอย่าง “รัมมี่โนสเผือก” มาขายอีกต่างหาก

รัมมี่โนสเผือกจะมีสีเหลืองอมส้ม ตาสีแดง แม้จะมีเสน่ห์น้อยกว่าพวกออริจินัล แต่ก็เหมาะสำหรับพวกชอบของแปลก ไม่ซ้ำใคร ก็ดูแปลกตาไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่ารัมมี่โนสเผือกพวกนี้ช่างไม่เหมาะกับการเลี้ยงในตู้ต้นไม้น้ำเลย ความที่ดูไม่ค่อยจะเป็นธรรมชาติสักเท่าไรนัก ถ้าเอาไปปล่อยในตู้ที่ตกแต่งด้วยของประดับเด็กเล่นน่าจะเหมาะมากกว่า

เมื่อก่อนรัมมี่โนสธรรมดามีราคาแพงมาก แพงขนาดไหนบอกได้แต่ว่าราคาขายปลีกอยู่ที่หลักร้อย ส่วนราคาขายส่งจะเท่าไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ามีคนรู้จักปลาตัวนี้ไม่มากนัก ซ้ำยังไม่ค่อยจะมีให้เห็น แถมยังหายากหาเย็น ถ้าอยากได้ต้องคอยจ้องดูให้ดีๆ

รัมมี่โนสเป็นปลาฝูง ใครที่สนใจควรจะเลี้ยงรัมมี่โนสเป็นกลุ่ม ยิ่งมีจำนวนเยอะยิ่งดี ปลาจะว่ายน้ำรวมกันและขับสีสันให้เราดูอย่างเป็นธรรมชาติ หรือจะเลี้ยงปนกับปลาขนาดเล็กอื่นๆอย่างนีออนเตตราหรือคาร์ดินัลก็ย่อมได้ ไม่ผิดกติกาอะไร

นั่งคิดไปคิดมา ก็คิดว่านี่ก็คริสต์มาสแล้ว…

ถ้ากวางเรนเดียร์ตัวอื่นๆไม่ยอมรับกวางจมูกแดงอย่างรูดอล์ฟผู้น่าสงสาร เราก็จะเป็นซานตาคลอสใจกว้างที่ยอมให้ปลาจมูกแดงออกมาโลดแล่นในตู้ใบใหญ่เอง

ปลาหางนกยูง

ปลาหางนกยูง (Guppy) ปลาน้ำจืดขนาดเล็กชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า

 ในวงศ์ปลาสอด (Poeciliidae) เป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดเล็ก มีความยาวเต็มที่ไม่เกิน 5 นิ้ว มีจุดเด่นคือครีบหางที่มีขนาดใหญ่ ตัวผู้และตัวเมียมีความแตกต่างกันจนเห็นได้ชัด กล่าวคือ ตัวผู้มีขนาดลำตัวที่เล็กกว่ามาก แต่มีสีสันและครีบที่สวยงามกว่า ขณะที่ตัวเมียตัวใหญ่กว่า ท้องอูม สีสันและครีบเครื่องเล็กกว่ามีการกระจายพันธุ์บริเวณทวีปอเมริกากลางจนถึงอเมริกาใต้ อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดจนถึงน้ำกร่อยที่มีกระแสน้ำไหลเอื่อย ๆ เป็นปลาอาศัยอยู่รวมเป็นฝูง หากินบริเวณผิวน้ำ โดยกินทั้งพืชและสัตว์น้ำรวมถึงแมลงหรือตัวอ่อนแมลงขนาดเล็กด้วย

ปลาหางนกยูงเป็นปลาที่เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะที่เป็นปลาสวยงาม ในประเทศไทยได้มีการนำเข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยนิยมเลี้ยงกันในอ่างบัว เพราะเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายมาก มีสีสันสวยงาม สามารถเลี้ยงรวมกันเป็นฝูงได้ จากการเป็นปลาผิวน้ำและเป็นปลาขนาดเล็ก ทำให้การเลี้ยงปลาหางนกยูงในอ่างบัว ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องให้ออกซิเจนเหมือนปลาชนิดอื่น ๆ อีกทั้งการแพร่ขยายพันธุ์ก็กระทำได้ง่ายมาก เนื่องจากเป็นปลาที่ปฏิสนธิภายในตัว และออกลูกเป็นตัว โดยปลาตัวเมียเมื่อได้รับการผสมแล้วจะสามารถให้ลูกไปได้ราว 2-3 ครอก ซึ่งการขยายพันธุ์ก็เพียงแค่จับปลาตัวผู้และตัวเมียมาเลี้ยงไว้รวมกันก็สามารถให้ลูกได้แล้ว โดยปลาที่มีความพร้อมที่จะขยายพันธุ์จะมีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป

ปัจจุบัน ปลาหางนกยูงได้ถูกพัฒนาสายพันธุ์ให้มีสีสันและลวดลายรวมทั้งขนาดลำตัวให้แตกต่าง สวยงามไปจากพันธุ์ดั้งเดิมในธรรมชาติเยอะมาก มีหลายสายพันธุ์ เช่น ทักซิโด้, กร๊าซ, คอบร้า, โมเสค , หางดาบ, นีออน เป็นต้น

จากความเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ง่าย ทำให้กระทรวงสาธารณสุขได้รณรงค์ให้คนไทยเลี้ยงปลาหางนกยูงไว้ในภาชนะที่ใส่น้ำในบ้านเพื่อกินลูกน้ำและยุงเพื่อเป็นการป้องกันโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากยุง และในปัจจุบัน ปลาหางนกยูงได้กลายเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นชนิดหนึ่งในประเทศไทยไปแล้ว มีการพบในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไปปะปนกับปลาขนาดเล็กพื้นเมืองทั้งหลาย ซึ่งปลาหางนกยูงส่วนใหญ่ในธรรมชาติที่พบนั้น จะมีลำตัวใส ไม่มีลวดลายทั้งนี้เนื่องจากเป็นผลจากการผสมภายในสายเลือดเดียวกัน

การเพาะเลี้ยงปลาหางนกยูง

ปลาหางนกยูงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Poecilia reticulata Peters 1859 มีชื่อสามัญว่า Guppy อยู่ในครอบครัว Poecidae เป็นปลาอออกลูกเป็นตัว
และมีถิ่นกำเนิดทางทวีปอเมริกาใต้แถบเวเนซูเอลล่า หมู่เกาะคาริเบียนของประเทศบาร์บาโดสและในแถบลุ่มน้ำอเมซอน ในธรรมชาติอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด
และน้ำกร่อยที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งจนถึงน้ำไหลเรื่อยๆ ปลาตัวผู้มีขนาด 3 -5 เซนติเมตร ตัวเมียมีขนาด 5 -7 เซนติเมตร ปลาหางนกยูงที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม
(Fancy guppies) ซึ่งเป็นปลาที่ได้รับการคัดพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์มาจากพันธุ์พื้นเมือง ( Wild guppies) ที่พบแพร่กระจายอยู่ในธรรมชาติ ลักษณะ
เด่นที่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ๆ คือ ลักษณะสีและลวดลายบนลำตัวและลวดลายบนครีบหางและรูปแบบของครีบหาง ซึ่งในการเรียกสาย
พันธุ์ต่างๆ จะถูกตั้งชื่อตามลักษณะ ดังกล่าว

ลักษณะที่ดีของปลาหางนกยูง

ลักษณะลำตัว -> มีขนาดใหญ่ หนาสมส่วน ไม่คดงอ
ลักษณะครีบ 
-> ครีบหางใหญ่ พริ้วหนา แข็งแรงสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด ขณะว่ายน้ำพริ้วไม่พับ
สีและลวดลาย 
-> ถูกต้องตามสายพันธุ์ คมเข้มชัดเจน
ความสมบูรณ์ของลำตัว -> ทรงตัวปกติ

การเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง

ในการเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง นอกเหนือจากวิธีการเพาะพันธุ์แล้ว วิธีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์และการอนุบาลลูกปลานับว่าเป็นปัจจัย
ที่ล้วนแต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ซึ่งได้กล่าวถึงปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ คือ การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาหางนกยูง เนื่องจากปลาหางนกยูงจะเจริญถึง
วัยเจริญพันธุ์ เมื่อปลามีอายุเพียง 3 เดือนเท่านั้น เมื่อลูกปลาพอที่จะแยกเพศได้ (อายุประมาณ1- 1 1/2 เดือน ) ควรเลี้ยงแยกเพศไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาผสม
พันธุ์กันเอง

น้ำที่ใช้เลี้ยง ควรเป็นน้ำสะอาดปราศจากคลอรีน มีความเป็นกรด – ด่าง (pH ) 6.5 – 7.5 มีปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำไม่ต่ำกว่า 5 มก.ต่อลิตร
ความกระด้างของน้ำ 75- 100 มก.ต่อลิตร ความเป็นด่าง 100 – 200 มก.ต่อลิตร และอุณหภูมิน้ำ 25 –29 ? C ควรมีน้ำไหลหมุนเวียนตลอดเวลา

อาหารที่ใช้เลี้ยง ปลาหางนกยูงสามารถกินอาหารได้ทั้งพืชและสัตว์ (Omnivorous) ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์จึงสามารถให้อาหารจำพวกสัตว์น้ำขนาดเล็ก
เช่น ลูกน้ำ ไรแดง (Moina) ไรสีน้ำตาล (Artemaia) หรือหนอนแดง(Chironomus) หรืออาจจะเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป ที่มีปริมาณโปรตีนไม่ต่ำกว่า 40%
อาหารสดก่อนให้ทุกครั้งควรฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับอาหาร โดยควรแช่อาหารในด่างทับทิมเข้มข้น 500 – 1,000 ส่วนในล้านส่วน (0.5 – 1.0 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร )
เป็นเวลาประมาณ 10 –20 วินาที ปริมาณอาหารสด ควรให้ 10% ของน้ำหนักตัวหรือให้กินแต่พออิ่ม ส่วนอาหารแห้ง ควรให้วันละ 2 – 4 % ของน้ำหนักตัวปลา
โดยให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็น ส่วนการถ่ายเทน้ำควรจะทำทุกวัน โดยดูดน้ำในตู้ออกวันละประมาณ ? ของปริมาณน้ำในตู้ แล้วเติมน้ำให้
เท่าระดับเท่าเดิม

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
การคัดเลือกปลาเพศผู้และเพศเมียเพื่อทำการผสม ควรเลือกปลาที่มีอายุ 3 เดือนขึ้นไป มีลักษณะลำตัวมีขนาดใหญ่ หนาสมส่วน ไม่คดงอ โคนหางใหญ่ แข็งแรง
ครีบสมบูรณ์ ครีบหางใหญ่ พริ้วหนา แข็งแรงสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด รูปร่างได้สัดส่วน แข็งแรง ว่ายน้ำปราดเปรียว มีสีและลวดลายสวยงาม เพศผู้จะมีลักษณะต่าง
จากเพศเมียตรงที่อวัยวะในการสืบพันธุ์เรียกว่า gonopodium ซึ่งดัดแปลงมาจากครีบก้น ปลาเพศผู้และเพศเมีย ควรมีลักษณะสีและลวดลายที่เหมือนกันหรือ
คล้ายกันมากที่สุด เพื่อให้ได้ลูกปลาที่ลักษณะไม่แปรปรวนมากในการผสมพันธุ์ หากจำเป็นต้องเก็บลูกปลาที่เพาะไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในครั้งต่อไป ควรหาพ่อแม่ปลา
จากแหล่งอื่นมาผสมบ้าง เพื่อป้องกันการผสมเลือดชิด (Inbreeding) ซึ่งเป็นสาเหตุให้ลูกปลารุ่นต่อๆ ไป มีความอ่อนแอและมีอัตราการรอดต่ำ

การเพาะเลี้ยงปลาหางนกยูง
ขั้นตอนที่ 1 เตรียมบ่อซีเมนต์ขนาด 1 – 4 ตรม. ระดับน้ำลึก 30 –50 ซม. ใส่พุ่มเชือกฟางตะกร้าหรือฝาชี เพื่อให้ลูกปลาใช้เป็นที่ปลาหลบซ่อน
ขั้นตอนที่ 2 คัดพ่อแม่ปลาสายพันธุ์เดียวกันที่ลักษณะดีสีสวยอายุประมาณ 4 –6 เดือน โดยคัดปลาเพศผู้ ลำตัวโต แข็งแรง ครีบหลัง ครีบหางใหญ่และแผ่กว้าง
สีเข้มสดใส สวยงาม ส่วนปลาเพศเมียคัดเลือกสายพันธุ์เดียวกันกับปลาเพศผู้ ลำตัวโต แข็งแรง ปราดเปรียว ครีบหางเข้มสดใส ปล่อยรวมกันในอัตรา 120 -180
ตัว/ลบ.ม. ในสัดส่วนเพศผู้ : เพศเมีย เท่ากับ 1:3 หรือ 1:4 ระหว่างการเพาะพันธุ์ให้ไรแดงเป็นอาหารในตอนเช้า และให้อาหารสำเร็จรูปในตอนเย็น ปลาเพศเมีย
ที่ได้รับการผสมแล้ว จะเห็นเป็นจุดสีดำบริเวณท้อง

ขั้นตอนที่ 3 หลังจากแม่ปลาได้รับการผสมพันธุ์ประมาณ 26 –28 วัน จะมีลูกปลาวัยอ่อนเกิดขึ้นและหลบซ่อนอยู่ตามวัสดุที่มาใส่ไว้ในบ่อให้รวบรวมลูกปลาออก
ทุกวันสะสมไว้ในบ่ออนุบาล ประมาณ 4-5 วัน/ บ่อ เพื่อให้ลูกปลามีขนาดใกล้เคียงกัน โดยปล่อยลูกปลาในอัตราความหนาแน่น 140-300 ตัว/ลบ.ม. ในระยะแรก
ให้ไรแดงเป็นอาหารในตอนเช้าและเย็นทุกวันเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นจึงให้อาหารสำเร็จรูป จนกระทั่งลูกปลามีอายุประมาณ 3 สัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะ
ที่เริ่มแยกเพศได้ โดยปลาเพศเมีย สังเกตจุดสีดำบริเวณรูเปิดช่องท้อง ส่วนปลาเพศผู้ เมื่อมองจากด้านบนมีรูปร่างเรียวยาวกว่าเพศเมีย

ขั้นตอนที่ 4 คัดขนาดและแยกเพศปลา นำไปแยกเลี้ยงในบ่ออัตรา 200-300 ตัว/ลบ.ม.ให้กินไรแดงเป็นอาหารในตอนเช้าส่วนตอนกลางวันและตอนเย็นให้กิน
อาหารสำเร็จรูป เลี้ยงเป็นระยะเวลา 3 เดือน (ปลามีอายุประมาณ 4 เดือน)

ขั้นตอนที่ 5 ปลาหางนกยูงอายุประมาณ 4 เดือน จะถูกคัดขนาดและคัดเลือกปลาที่แข็งแรงสมบูรณ์ เพื่อนำไปเลี้ยงไว้ในบ่อพักปลาเพื่อเตรียมส่งจำหน่ายต่อไป


โรคที่พบในปลาหางนกยูงและวิธีรักษา

1. โรคจุดขาว (White spot disease) เกิดจากสัตว์เซลล์เดียว ชื่อ lchthyophthirus multifilis หรือชื่อย่อว่า lch (อิ๊ค)อิ๊คเข้าเกาะตัวปลาและฝังตัวที่
ผนังชั้นนอกของปลา สร้างความระคายเคือง
ปลาจะสร้างเซลล์ผิวหนังหุ้มอิ๊ค ทำให้เห็นเป็นจุดสีขาว ยังไม่มีวิธีการกำจัดอิ๊คที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง แต่วิธีการที่ได้ผล
คือ การทำลายตัวอ่อนในน้ำ สารเคมีที่ใช้ได้ผลดี คือ ฟอร์มาลิน 25 – 30 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ผสมกับมาลาไค้ท์กรีน 0.1 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ทิ้งไว้
ตลอด และควรจะแช่น้ำซ้ำอีก 3 – 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 7 วัน จะให้ผลดีมาก โดยเฉพาะเมื่อน้ำมีอุณหภูมิประมาณ 28- 30 องศาเซลเซียส

2. โรคที่เกิดจากปลิงใส เกิดจากปรสิตตัวแบน 2 ชนิด คือ Gyrodactylus และ Dactylogyrus มักพบตามบริเวณเหงือกและผิวหนัง การรักษาใช้ฟอร์มาลิน
เข้มข้น 40 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร 
หรือดิพเทอร์เร็กซ์เข้มข้น 0.25-0.5 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ทิ้งไว้ตลอดไป
3. โรคที่เกิดจากหนอนสมอ (Lerneae sp.) หนอนสมอมีลำตัวเป็นรูปทรงกระบอก ส่วนหัวคล้ายสมอทำหน้าที่ยึดเกาะกับตัวปลา การรักษาใช้ดิพเทอร์เรกซ์
เข้มข้น 0.25-0.50 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ทิ้งไว้ตลอด แล้วแช่ซ้ำ 3-4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 7 วัน

4. โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย เกิดจากพวกแบคทีเรียสกุล Aeromonas และ Pseudomonas อาการที่พบ คือ ครีบและหางกร่อน ท้องบวมน้ำ เกล็ดพอง รักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ไนโตรฟูราโซน 1 -2 กรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ปลานาน 2 -3 วัน ออกซีเตตร้าไซคลินหรือเตตร้าซัยคลินผสมลง

 

งานประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 24

กรมประมง, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมกับศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค จัดงาน “วันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 24” ที่สุดของการประกวดปลาสวยงามและแสดงพันธุ์สัตว์น้ำที่ยิ่งใหญ่ ครั้งแรก!! กับการประกวดปลากัดหูช้างครีบสั้น และปลาหมอแคระ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อมตื่นตากับ สีสันมหัศจรรย์ พรรณสัตว์น้ำ เฉลิมพระเกียรติฯ ภายใต้อุโมงค์มหัศจรรย์ ยาว 10 เมตร ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 8 กรกฎาคม 2555 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค“งานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 24” จัดขึ้นเพื่อส่งเส

ริม อนุรักษ์ และเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการเพาะพันธุ์ปลาสวยงาม สัตว์น้ำ และพรรณไม้น้ำชนิดต่างๆ ให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงและผู้ส่งออกภายในประเทศ เพื่อยกระดับสู่สากล ภายในงานประกอบด้วย นิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ, นิทรรศการทางการแพทย์, แบบจำลองถังบำบัดน้ำเสีย สำหรับบ้านเรือน นอกจากนี้ยังมี การจัดแสดงสัตว์น้ำจากลุ่มน้ำอเมซอน และสัตว์สงวนใกล้สูญพันธุ์ที่หาชมยากนานาชนิด อาทิ ทูน่ายักษ์จากมหาสมุทรอินเดีย, งูทะเล, เต่ายักษ์, จระเข้, ตะโขง, ปลาปักเป้าจุดดำ, ปูมะพร้าว, กุ้งเครฟิช, ปลาดาวขนนก, ฉลาม ฯลฯ พร้อมตื่นตากับ การจัดแสดงพันธุ์ปลา 225 สายพันธุ์ภายใต้อุโมงค์มหัศจรรย์ ยาว 10 เมตร และครั้งแรก! กับการประกวดปลากัดหูช้างครีบสั้นและปลาหมอแคระ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อมลิ้มรสของดีมีประโยชน์กับน้ำนมจากเนื้อไก่และสารพัดเมนูจากกรีนคาร์เวียร์ และการให้คำปรึกษาและตรวจสุขภาพเบื้องต้น ฟรี! ตลอดจนร่วมกิจกรรมทำบุญปล่อยปลาออนไลน์ แบบ Real Time เพื่อเสริมสิริมงคลชีวิตร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ตระการตากับที่สุดของปลาสวยงาม และหลากสีสัน มหัศจรรย์ พรรณสัตว์น้ำ เฉลิมพระเกียรติฯ ในงาน “วันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 24” ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 8 กรกฎาคม 2555 ณ บริเวณ Cascata ชั้นจี และ Alive Park Hall ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค

สอบถามเพิ่มเติม – ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค
ภัทรา โมรา (ภัทร) , ศุชัชชล สวนเมือง (อ๋อม), ศิรินทร์ ชูจีน (ปาล์ม), พรประภา หล่อสิงห์คำ (บุ๊งบิ๊ง)
โทร. 0-2958-0011 ต่อ 1162, 1886, 1036, 1026

ปลาฟลาวเวอร์ฮอร์น

หมอฟลาวเวอร์ฮอร์น
ปลาฟลาวเวอร์ฮอร์น (Flowerhorn ) ปลาฟลาวเวอร์ฮอร์น หรือในภาษาจีนที่เรียกว่า ของปลาฮัวหลอฮั่น เป็นปลาที่เพาะขึ้น โดยการผสมข้าม สายพันธุ์ระหว่างปลาหมอ นกแก้วกับปลาหมอสี สายพันธุ์ใหญ่จากอเมริกาไต้ มันมีลำตัวที่สวยงาม อันเป็นที่สนใจ ของนักสะสมพันธ์ปลาทั่วไป ปลาฟลาวเวอร์ฮอร์น เป็นปลาที่มีความอดทนมาก เพราะสามารถทนต่อทุกสภาวะน้ำ ซึ่งอาจเป็นสภาวะ ที่ไม่เหมาะสม สำหรับพันธุ์ปลาส่วนมาก เนื่องจากปลาฟลาวเวอร์ฮอร์น มีเชื้อสาย Cichlid จากแถบอเมริกาใต้ จึงมีนิสัย ก้าวร้าว หวงถิ่น ปลาฟลาวเวอร์ฮอร์น จึงเป็นปลาที่ดุ ไม่แนะนำให้เลี้ยงปลาอื่น ๆ ร่วมกับ ปลาฟลาวเวอร์ฮอร์น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปลาที่มีขนาดเล็กกว่า ควรเลี้ยงในตู้ที่มีระบบกรอง เพื่อให้ปลามีความแข็งแรง โตเร็ว ทั้งนี้ เพราะตู้ระบบกรอง จะมีน้ำหมุนเวียนตลอดเวลา และควรรองกรวด สีเหลืองอมแดง และปะการังปนบ้าง (กรวดสีแดง จะช่วยให้ปลามีสีตามสิ่งแวดล้อม ปะการัง จะเป็นที่เพาะจุลินทรีย์ ที่จะทำให้น้ำใส ค่า PH คงที่)
ลักษณะที่น่าสนใจ : หนึ่งในปลาที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งลักษณะที่แสดงถึงความมีโชคลาภของผู้ครอบครอง
ฟลาวเวอร์ฮอร์น หมายเหต : ดุร้ายและหวงถิ่นอย่างรุนแรง ต้องพิจารณาใช้เป็นเมทปลาอโรเป็นตัวๆไป

 

ปลาฟลาวเวอร์ฮอร์นปลาฟลาวเวอร์ฮอร์นปลาฟลาวเวอร์ฮอร์นปลาฟลาวเวอร์ฮอร์น

ปลากัด

ปลากัดภาคกลาง หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า ปลากัด เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็ก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betta splendens อยู่ในวงศ์ Macropodinae ซึ่งอยู่ในวงศ์ใหญ่ Osphronemidae มีรูปร่างเพรียวยาวและแบนข้าง หัวมีขนาดเล็ก ครีบก้นยาวจรดครีบหาง หางแบนกลม มีอวัยวะช่วยหายใจบนผิวน้ำได้โดยใช้ปากฮุบอากาศโดยไม่ต้องผ่านเหงือกเหมือนปลาทั่วไป เกล็ดสากเป็นแบบ Ctenoid ปกคลุมจนถึงหัว ริมฝีปากหนา ตาโต ครีบอกคู่แรกยาวใช้สำหรับสัมผัส ปลาตัวผู้มีสีน้ำตาลเหลือบแดงและน้ำเงินหรือเขียว ครีบสีแดงและมีแถบสีเหลืองประ ในขณะที่ปลาตัวเมียสีจะซีดอ่อนและมีขนาดลำตัวที่เล็กกว่ามากจนเห็นได้ชัด

ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 6 เซนติเมตร พบกระจายอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำนิ่งที่มีขนาดตื้นพื้นที่เล็กทั้งในภาคกลางและภาคเหนือในประเทศไทยเท่านั้น สถานะปัจจุบันในธรรมชาติถูกคุกคามจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปและสารเคมีที่ตกค้าง

มีพฤติกรรมชอบอยู่ตัวเดียวในอาณาบริเวณแคบ ๆ เพราะดุร้ายก้าวร้าวมากในปลาชนิดเดียวกัน ตัวผู้เมื่อพบกันจะพองตัว พองเหงือก เบ่งสีเข้ากัดกัน ซึ่งในบางครั้งอาจกัดได้จนถึงตาย เมื่อผสมพันธุ์ ตัวผู้จะเป็นฝ่ายก่อหวอดติดกับวัสดุต่าง ๆ เหนือผิวน้ำ ไข่ใช้เวลาฟัก 2 วัน โดยที่ปลาตัวผู้จะเป็นฝ่ายดูแลไข่และตัวอ่อนเอง โดยไม่ให้ปลาตัวเมียเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ปลากัด
เป็นปลาที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดีมาแต่โบราณ โดยปลากัดสายพันธุ์ดั้งเดิมจากธรรมชาติมักเรียกติดปากว่า “ปลากัดทุ่ง” หรือ “ปลากัดลูกทุ่ง” หรือ “ปลากัดป่า” จากพฤติกรรมที่ชอบกัดกันเองแบบนี้ ทำให้นิยมนำมาเลี้ยงใช้สำหรับกัดต่อสู้กันเป็นการพนันชนิดหนึ่งของคนไทย และได้มีการพัฒนาสายพันธุ์และความสามารถในชั้นเชิงการกัดจนถึงปัจจุบัน จนเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศไทยและเป็นที่รับรู้ของชาวต่างชาติในชื่อ “Siamese fighting fish”

ในปัจจุบัน ปลากัดภาคกลางได้ถูกพัฒนาสายพันธุ์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีสีสันที่สวยงามและหลากหลายขึ้น เรียกว่า “ปลากัดหม้อ” นิยมเลี้ยงในภาชนะขนาดเล็กและแคบ เช่น ขวดโหล ขวดน้ำอัดลม เป็นต้น อีกทั้งยังได้พัฒนาสายพันธุ์ในแง่ของความเป็นปลาสวยงามอีกหลายสายพันธุ์ เช่น ปลากัดจีน ที่มีเครื่องครีบยาว ปลากัดแฟนซี ที่มีสีสันหลากหลายสวยงาม ปลากัดคราวน์เทล หรือ ปลากัดฮาร์ฟมูน เป็นต้น
สายพันธุ์ปลากัด

ปลากัดจีน

เป็นชื่อที่ใช้เรียกปลากัดครีบยาวมาช้านาน เข้าใจว่าอาจมาจากลักษณะครีบที่ยาวรุ่ยร่ายสีฉูดฉาดเหมือนงิ้วจีน ปลากัดจีนเป็นปลาที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากปลาลูกหม้อ โดยผสมคัดพันธุ์ให้ได้ลักษณะที่มีครีบและหางยาวขึ้น ความยาวของครีบหางส่วนใหญ่จะยาวเท่ากับ หรือมากกว่าความยาวของลำตัวและหัวรวมกัน และมีการพัฒนาให้ได้สีใหม่ๆ และสวยงาม โดยนักเพาะเลี้ยงปลากัดชาวไทย ซึ่งได้พัฒนาสายพันธุ์สำเร็จมาช้านาน ก่อนที่ปลากัดจะถูกนำไปเลี้ยงในต่างประเทศ แต่ไม่มีการบันทึกไว้ว่า การพัฒนาปลากัดสายพันธุ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ปลากัดชนิดนี้เป็นชนิดที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามแพร่หลายไปทั่วโลก และได้มีการนำไปพัฒนาสายพันธุ์ต่อเนื่อง จนได้สายพันธุ์ที่มีลักษณะใหม่ๆ ออกมาอีกมากมาย

 

ปลาป่าหรือปลากัดลูกทุ่ง

เป็นปลากัดที่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติ ตามท้องนา และหนองบึง เป็นปลาขนาดเล็กที่ไม่มีลักษณะเด่นมากนัก ส่วนมากครีบ และหางมีสีแดงเกือบตลอด มีประสีดำบ้างเล็กน้อย บางทีอาจมีแต้มสีเขียวอ่อนๆ เรียงต่อกันเป็นเส้นสีเขียวๆ ที่ครีบหลัง เวลาถอดสี ทั้งตัวและครีบจะเป็นสีน้ำตาลด้านๆ คล้ายใบหญ้าแห้ง ในปัจจุบันคำว่า “ปลาป่า” หมายความรวมถึงปลากัดพื้นเมืองภาคอีสาน และปลากัดพื้นเมืองภาคใต้ด้วย

 

ปลาสังกะสี และ ปลากัดลูกหม้อ

เป็นปลากัดที่นักเพาะพันธุ์ปลาได้นำมาคัดสายพันธุ์ โดยมุ่งหวังจะได้ปลาที่กัดเก่ง จากบันทึกคำบอกเล่าของหลวงอัมรินทร์สมบัติ (ครอบ สุวรรณนคร) ซึ่งเป็นนักเลงปลาเก่าเชื่อว่า ปลาสังกะสีและปลาลูกหม้อน่าจะได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อประมาณพ.ศ. ๒๔๓๐ โดยท่านจำได้ว่าก่อนหน้านั้นยังต้องจับปลาป่ามากัดพนันกันอยู่ ต่อมานักเลงปลาบางคนก็เริ่มใช้วิธีไปขุดล้วงเอาปลาป่าที่อาศัยอยู่ตามรูปูในฤดูแล้ง มาขังไว้ในโอ่ง และเลี้ยงดูให้อาหาร พอถึงฤดูฝน ก็นำมากัดพนันกับปลาป่า ซึ่งส่วนใหญ่จะสู้ปลาขุดที่นำมาเลี้ยงไว้ไม่ได้ การเล่นปลาขุดยังนิยมเล่นกันมาถึงประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๖ หลังจากนั้นก็มีการเก็บปลาที่กัดเก่งเลี้ยงไว้ข้ามปี และหาปลาป่าตัวเมียมาผสม ลูกปลาที่ได้จากการผสมในชุดแรกเรียกว่า “ปลาสังกะสี” ปลาสังกะสีที่เก่ง อดทน สวยงาม ก็จะถูกคัดไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ เมื่อผสมออกมาในชุดต่อไป จะได้ปลาที่เรียกว่า “ปลาลูกหม้อ”

ที่เรียกว่า ปลาสังกะสี สันนิษฐานว่าน่าจะได้ชื่อมาจากผิวหนังที่หนาแกร่ง ไม่ขาดง่ายเมื่อถูกกัดเหมือนปลาป่า ปลาสังกะสีมักจะตัวใหญ่ มีสีสันลักษณะต่างจากปลาป่า แต่ส่วนมากมีชั้นเชิงและความอดทนในการกัดสู้ปลาลูกหม้อไม่ได้

ส่วนที่เรียกว่า ปลาลูกหม้อ นั้น น่าจะมาจากการนำหม้อดินมาใช้ในการเพาะและอนุบาลปลากัดในระยะแรกๆ ปลาลูกหม้อจึงเป็นปลาสายพันธุ์ที่สร้างมาโดยนักเลงปลาทั้งหลาย เพื่อให้ได้ลักษณะที่ดีสำหรับการต่อสู้ และมีสีสันที่สวยงามตามความพอใจของเจ้าของ ปลาลูกหม้อมีรูปร่างหนาใหญ่กว่าปลาป่าและปลาสังกะสี ส่วนมากสีจะเป็นสีน้ำเงิน สีแดง สีเทา สีเขียว สีคราม หรือสีแดงปนน้ำเงิน ครีบหางอาจเป็นรูปมนป้าน หรือรูปใบโพธิ์ การเล่นปลากัดในสมัยก่อนนั้น ปลาลูกหม้อแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ “ลูกแท้” และ “ลูกสับ” ลูกแท้หมายถึง ลูกปลาที่เกิดจากพ่อแม่ที่มาจากครอกเดียวกัน ส่วนลูกสับหมายถึง ลูกปลาที่เกิดจากพ่อแม่ที่มาจากต่างครอกกัน

 

ปลากัดหางสามเหลี่ยม หรือ ปลากัดเดลตา (Delta)

เป็นปลาที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากปลากัดครีบยาว หรือปลากัดจีน โดยพัฒนาให้หางสั้นเข้าและแผ่กว้างออกไปเป็นรูปสามเหลี่ยม ขอบครีบหางกางทำมุม ๔๕ – ๖๐ องศา กับโคนหาง และต่อมาได้พัฒนาให้ครีบแผ่ออกไปกว้างมากยิ่งขึ้น เรียก “ซูเปอร์เดลตา” ซึ่งมีหางแผ่กางใหญ่กว่าปกติ จนขอบครีบหางด้านบนและล่างเกือบเป็นเส้นตรง

 

ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีก หรือ ฮาล์ฟมูน (Halfmoon)

เป็นปลากัดที่มีหางแผ่เป็นรูปครึ่งวงกลม โดยขอบครีบหางจะแผ่เป็นแนวเส้นตรงเดียวกันเป็นมุม ๑๘๐ องศา ได้มีแนวคิดและความพยายามในการที่จะพัฒนาปลากัดสายพันธุ์นี้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ ในประเทศเยอรมนี แต่เพิ่งประสบผลสำเร็จเมื่อราว พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยนักเพาะเลี้ยงปลากัดชาวฝรั่งเศสและชาวเยอรมัน ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีกมีลักษณะที่สำคัญ คือ ครีบหางแผ่เป็นรูปครึ่งวงกลม โดยขอบครีบด้านหน้าจะแผ่เป็นแนวเส้นตรงเดียวกันเป็นมุม ๑๘๐ องศา ครีบด้านนอกเป็นขอบเส้นโค้งของครึ่งวงกลม ก้านครีบหางแตกแขนง ๒ ครั้ง เป็น ๔ แขนง หรือมากกว่า ปลาที่สมบูรณ์จะต้องมีลำตัวและครีบสมส่วนกัน โดยลำตัวต้องไม่เล็กเกินไป ครีบหางแผ่ต่อเนื่องหรือซ้อนทับกับครีบหลังและครีบก้น จนเห็นเป็นเนื้อเดียวกัน ขอบครีบหลังโค้งมนเป็นส่วนหนึ่งของวงกลม เส้นขอบครีบทุกครีบโค้งรับเป็นเส้นเดียวกัน (ยกเว้นครีบอก) ปลายหางคู่ที่แยกเป็น ๒ แฉกจะต้องซ้อนทับและโค้งมนสวยงาม ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีกที่แท้จริงจะต้องมีขอบครีบหางแผ่ทำมุม ๑๘๐ องศา ได้ตลอดไป ถึงแม้ปลาจะมีอายุมากขึ้นก็ตาม

ปลากัดหางมงกุฎ หรือ ปลากัดคราวน์เทล (Crowntail)

เป็นปลากัดที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยนักเพาะเลี้ยงปลากัดชาวสิงคโปร์ เป็นปลากัดสายพันธุ์ใหม่ที่มีหางจักเป็นหนามเหมือนมงกุฎ และเป็นสายพันธุ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมเลี้ยงกันมากในปัจจุบัน ลักษณะสำคัญของปลากัดชนิดนี้คือ ก้านครีบจะโผล่ยาวออกไปจากปลายหาง ลักษณะดูเหมือนหนาม ซึ่งอาจยาวหรือสั้นแตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับลักษณะการแยกของปลายหนาม และการแยกการเว้าโคนหนามก็มีหลายรูปแบบ ปลากัดหางมงกุฎที่สมบูรณ์จะมีครีบหางแผ่เต็มซ้อนทับได้แนวกับครีบอื่นๆ และส่วนของหนามมีการจัดเรียงในรูปแบบที่สวยงามสม่ำเสมอ

ปลากัดประเภทอื่นๆ

นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีปลากัดประเภทอื่นๆ เช่น “ปลากัดเขมร” ที่ใช้เรียกปลากัดที่มีสีลำตัวเป็นสีอ่อนหรือเผือก และมีครีบสีแดง “ปลากัดหางคู่” ซึ่งครีบหางมีลักษณะเป็น ๒ แฉก อาจแยกกันอย่างเด็ดขาด หรือที่ตรงโคนยังเชื่อมติดกันอยู่ก็ได้ รวมทั้งปลากัดที่เรียกชื่อตามรูปแบบสี เช่น “ปลากัดลายหินอ่อน” และ “ปลากัดลายผีเสื้อ”

 

ปลากัดปลากัดปลากัดปลากัด

ปลาทอง

ปลาทอง goldfish สิงห์ลูกผสม สิงห์ญี่ปุ่น ปลาสวยงาม

           ปลาทอง บางครั้งนิยมเรียกว่า ปลาเงินปลาทอง (อังกฤษ:Goldfish)
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carassius auratus

เป็นปลาน้ำจืด อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและญี่ปุ่นต่อมาได้ถูกพัฒนาสายพันธุ์มาไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี จนกลายเป็นปลาสวยงามหลากหลายสายพันธุ์ในปัจจุบัน

โดยปลาทองเชื่อว่า เป็นปลาสวยงามชนิดแรกที่มนุษย์เลี้ยง จากหลักฐานที่ปรากฏไม่ต่ำกว่า 2,000 ปีมาแล้ว เป็นรูปสลักปลาทองหลากหลายสีว่ายรวมกันอยู่ในบ่อ ที่ประเทศจีนเป็นประเทศแรกที่เลี้ยงปลาทอง แต่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้พัฒนาสายพันธุ์ปลาทองให้มีความสวยงามและหลากหลายมาจนปัจจุบัน

ปลาทองมีรูปร่างอ้วน ป้อม มีเกล็ดแบบบางเรียบ ครีบอกกลมแบน ครีบหางเป็นรูปพัด เป็นปลากินพืช และแมลงน้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร เป็นปลาที่ตะกละสามารถกินอาหารได้ตลอดทั้งวัน ตัวผู้เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จะมีตุ่มสิวขึ้นตามครีบอกและใบหน้า ปลาตัวท้องช่องท้องจะอูมเป่งออก วางไข่ตามพืชน้ำ ไข่ใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2 วัน

ปลาทองมีสีหลากหลายตั้งแต่สีแดง สีทอง สีส้ม สีเทา สีดำและสีขาว แม้กระทั่งปลาทองสารพัดสีในตัวเดียวกัน ในธรรมชาติชอบอาศัยตามหนองน้ำและลำคลองที่ติดกับแม่น้ำ อาจมีอายุได้ถึง 20-30 ปี ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ต่อมาถูกนำไปเลี้ยงในยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 17  และถูกนำไปเผยแพร่ในอเมริกา ในศตวรรษที่ 19 สำหรับในประเทศไทย เชื่อว่าปลาทองเข้าในสมัยอยุธยาตอนกลางเพื่อเป็นของบรรณาการในราชสำนัก

ในปัจจุบันมักเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม และปลาทองที่เลี้ยงไว้ดูเล่นจะมีช่วงชีวิต ประมาณ 7-8 ปี พบจำนวนน้อยมากที่มีอายุถึง 20 ปี ปัจจุบันประเทศจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และญี่ปุ่น เป็นศูนย์กลางการส่งออกปลาทองที่ใหญ่ที่สุด

ผู้เลี้ยงมักนิยมให้ปลาทองกินลูกน้ำ ไรน้ำ และตัวอ่อนแมลงชนิดต่าง ๆ รวมทั้งอาหารเม็ดสำเร็จรูป มีความยาวแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ มีความยาวตั้งแต่ 4-45 เซนติเมตร พันธุ์ปลาทองที่ได้รับความนิยมในตลาดปัจจุบัน ได้แก่ พันธุ์หัวสิงห์ (LION HEAD) ออแรนดา (ORANDA) เกล็ดแก้ว (PEARL SCALE) รักเล่ (TELESCOPE EYE) ริวกิ้น (RYUKIN) ตาลูกโป่ง (BUBBLE EYE) และ ชูบุงกิ้น (SHUBUNKIN) สิงห์ดำตามิด(BLACK SIAM) เป็นต้น

 

ปลาทองปลาทองปลาทองปลาทอง

ปลาคาร์ป

 

ปลาแฟนซีคาร์ป (Fancy carp) หรือที่เรียกกันว่าปลาไนแฟนซี ปลาไนสี หรือปลาไนทรงเครื่อง เป็นปลาน้ำจืดในกลุ่มปลาตะเพียน (carp) ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า โคย (Koi) หรือนิชิกิกอย (Nishikigoi) เดิมทีเป็นปลาไนชนิดธรรมดา ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดที่พบอยู่ทุกหนทุกแห่งในโลก บริเวณที่ถือว่าเป็นแหล่งดั้งเดิมจริง ๆ ของปลาไนคือประเทศอิหร่านในปัจจุบัน ชาวจีนเป็นชนกลุ่มแรกที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับปลาไนเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว สำหรับประเทศญี่ปุ่น ตามหลักฐานตามประวัติศาสตร์ชิ้นแรกที่มีอยู่เกี่ยวกับ Koi นั้นได้เขียนขึ้นเมื่อประมาณสองร้อยปีหลังคริสต์ศตวรรษ หลักฐานดังกล่าวได้เล่าถึงปลาชนิดนี้ว่ามีสีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน ปลาเหล่านี้ชาวญี่ปุ่นนิยมเลี้ยงไว้สำหรับดูเล่น

สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มมีการเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์ป ซึ่งนำมาจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2493 จากนั้นก็มีผู้สั่งปลาเข้ามาเลี้ยงกันมากมายในราคาที่ค่อนข้างสูงได้มีการศึกษาและทดลองเพาะพันธุ์จนประสบความสำเร็จ ยังผลให้การสั่งเข้าปลาแฟนซีคาร์ปลดลง และปลาในประเทศที่มีคุณภาพดีได้รับความนิยมมากขึ้นจนแพร่หลายดังเช่นปัจจุบันปลาแฟนซีคาร์ปจะผสมพันธุ์และวางไข่ในฤดูกาลที่แตกต่างกันแล้วแต่สถานที่ที่ปลาอาศัยอยู่ ฤดูวางไข่ของปลาเหล่านี้ในประเทศญี่ปุ่นจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศอบอุ่น ส่วนในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธุ์เป็นช่วงฤดูหนาว ปลาจะไม่เจริญเติบโตและไม่สืบพันธุ์ สำหรับประเทศไทยนั้นปลาแฟนซีคาร์ปสามารถวางไข่ได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนซึ่งพ่อแม่ปลามีความสมบูรณ์ทางเพศเต็มที่
การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
จำเป็นต้องทราบว่าปลาแฟนซีคาร์ปมีความแตกต่างระหว่างเพศอย่างไร กล่าวคือโดยทั่วไปปลาเพศเมียจะมีความกว้างของลำตัวมากกว่าปลาเพศผู้ บริเวณส่วนท้องจะใหญ่ นิ่ม ช่วงหัวจะกลมและป้านกว่าเพศผู้ ในฤดูสืบพันธุ์ปลาเพศเมียที่มีไข่แก่สมบูรณ์ จะมีส่วนท้องขยายกว้างใหญ่ออกจนถึงเกือบจะเป็นรูปสามเหลี่ยม เมื่อจับหงายท้องดูที่ช่องเพศจะสังเกตเห็นช่องเพศใหญ่และนูนออกเป็นรูปกลม ส่วนปลาเพศผู้ช่องเพศมีลักษณะเล็กเรียวกว่า และเว้าข้างในเล็กน้อย เมื่อจับรีดท้องเพียงเบา ๆ จะมีน้ำเชื้อสีขาวไหลออกมา และเมื่อเอามือลูบบริเวณแก้มหรือครีบหูจะรู้สึกสาก ๆ ในประเทศไทยปลาแฟนซีคาร์ปที่จะนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ควรมีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป
หลักการคัดเลือกปลาแฟนซีคาร์ปเพื่อนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ควรคัดจากปลาที่อยู่ในกลุ่มสีเดียวกันหรือต่างกันในกรณีที่ต้องการให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ พ่อแม่พันธุ์จะต้องมีรูปร่างที่ถูกลักษณะ สมบูรณ์ไม่พิการ มีสีและลวดลายที่เด่นชัด เนื่องจากสายพันธุ์ที่ดีจะมีโอกาสให้กำเนิดลูกปลาที่ดีและสวยงามในเปอร์เซ็นต์สูงกว่าปลาที่สายพันธุ์ไม่ดี
วิธีเพาะพันธุ์
ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำ (18-22 องศาเซลเซียส) จำเป็นต้องมีการเพิ่มอุณหภูมิ เพื่อกระตุ้นให้ปลามีการผสมพันธุ์และวางไข่แต่สำหรับประเทศไทยซึ่งมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 25-32 องศาเซลเซียส จึงไม่มีความจำเป็นต้องปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้น
บ่อผสมพันธุ์ปลาแฟนซีคาร์ป ควรเป็นบ่อรูปสี่เหลี่ยมมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 4 ตารางเมตร มีการทำความสะอาด กำจัดศัตรูและโรคอย่างดี น้ำที่ใช้เพาะพันธุ์ควรเป็นน้ำที่มีคุณสมบัติดี ไม่มีสารพิษหรือเคมีใด ๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อตัวปลาและไข่ปลา โดยปกติระดับน้ำในบ่อเพาะควรมีความลึกประมาณ 50-70 เซนติเมตร ใช้เชือกฟางพลาสติก สาหร่าย หรือรากของพันธุ์ไม้น้ำมาผูกติดกันเป็นแพลอยอยู่ในบ่อเพื่อให้ไข่ติด อัตราส่วนของพ่อแม่พันธุ์ที่นิยมในการเพาะใช้แม่ปลา 1 ตัว ต่อพ่อปลา 2-3 ตัว การปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงในบ่อเพาะควรกระทำในเวลาเย็นเพื่อปลาจะผสมพันธุ์ในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น แม่ปลาความยาว 40 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม จะมีไข่ประมาณ 7-8 หมื่นฟอง พฤติกรรมในการผสมพันธุ์วางไข่ มีลักษณะเช่นเดียวกันกับปลาในตระกูลคาร์ปชนิดอื่น ๆ คือ ปลาตัวผู้จะใช้ส่วนหัวดุนที่ส่วนท้องของตัวเมียเพื่อกระตุ้นให้แม่ปลาวางไข่ แม่ปลาจะว่ายไปใกล้ผิวน้ำแล้วกลับตัวเพื่อปล่อยไข่ ขณะเดียวกันปลาตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อออกมาผสมไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะติดกับวัสดุที่เตรียมไว้ หลังจากปลาวางไข่แล้วต้องย้ายพ่อแม่ปลาออกจากบ่อเพาะ ส่วนไข่ที่ติดอยู่กับวัสดุจะย้ายไปพักในบ่ออื่นหรือฟักในบ่อเดิมก็ได้
การฟักไข่และอนุบาลลูกปลา
ไข่ปลาแฟนซีคาร์ปเป็นไข่ที่ติดกับวัสดุ มีสีเหลืองอ่อน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.7 มิลลิเมตร ไข่ที่ผสมแล้วมีลักษณะโปร่งใสใช้เวลาฟักเป็นตัวประมาณ 45 ชั่วโมง ณ อุณหภูมิ 28-29 องศาเซลเซียส เมื่อฟักเป็นตัวใหม่ ๆ ตัวอ่อนจะเกาะติดกับวัสดุใต้น้ำ ลูกปลาวัยอ่อนจะกินอาหารจากถุงไข่แดง (Yolk sac) ที่ติดอยู่ที่ตัวปลา เมื่อถุงไข่แดงยุบ (ประมาณ 2-3 วัน) ปลาจะเริ่มว่ายน้ำและหาอาหารธรรมชาติ อาหารในช่วงแรกนี้ควรใช้นมผงหรือไข่แดงต้มสุก บดละเอียดละลายน้ำให้กินวันละ 4-6 ครั้ง จากนั้นจึงให้ไรแดงจืด (Moina sp.) เป็นอาหาร ลูกปลาจะเริ่มเกิดครีบหาง และครีบหูเมื่ออายุ 6 วัน เริ่มมีเกล็ดเมื่ออายุ 12 วัน และจะเจริญเติบโตจนมีรูปร่างและอวัยวะต่าง ๆ ครบเหมือนปลาทั่วไปเมื่ออายุได้ 15 วัน ซึ่งในระยะนี้ลูกปลาจะมีความยาวเฉลี่ย 1.7 เซนติเมตร
การคัดเลือกลูกปลา โดยทั่วไปแล้วหลังจากที่ลูกปลามีอายุประมาณ 60 วัน จึงเริ่มมีการคัดลูกปลา โดยคัดแยกปลาที่มีลักษณะดี สีสวยงาม ไม่พิการไปเลี้ยง ส่วนปลาที่ไม่ต้องการควรแยกออก เพื่อมิให้ปะปนกัน ปลาที่มีลักษณะดี ในการเพาะพันธุ์ปลาแฟนซีคาร์ปในแต่ละครั้ง อาจได้ลูกปลาที่สีสวยงามดี ในการเพาะแต่ละครั้งจะได้ลูกปลาที่มีลักษณะเหมือนพ่อแม่ประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ แต่ปลาที่สามารถคัดได้มีคุณภาพดีเยี่ยมอาจไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ หรือไม่ได้เลย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของพ่อแม่ วิธีการอนุบาล ตลอดจนการดูแลเอาใจใส่ของผู้เพาะพันธุ์การเรียก
ชื่อปลาแบบญี่ปุ่นปัจจุบันการเรียกชื่อปลาแฟนซีคาร์ปตามสายพันธุ์ อาศัยการดูลักษณะและรูปร่างแถบสีของปลาเป็นหลัก ชาวญี่ปุ่นเป็นผู้กำหนดการเรียกชื่อของปลานี้โดยแบ่งออกเป็น 13 กลุ่ม ลักษณะดังต่อไปนี้
โคฮากุ (KOHAKU)
“โค” แปลว่า แดง “ฮากุ” แปลว่า ขาว โคฮากุ คือปลาที่มีสีแดงกับสีขาว ปลาที่ดีสายพันธุ์นี้จะต้องเป็นสีขาวสะอาดเหมือนสีหิมะซึ่งจะตัดกับแดงซึ่งอยู่ในรูปแบบที่ดีอย่างเด่นชัดไทโช-ซันโชกุ (TAISHO-SANSHOKU)
จักรพรรดิไทโช บิดาของจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน คือเริ่มประมาณ ค.ศ. 1912 “ซันโชกุ” แปลว่า 3 สี ปลาคาร์ปพวกนี้พื้นลำตัวเป็นสีขาว แต่ลวดลายหรือจุดแต้มสีแดงหรือสีดำที่เด่นชัด ส่วนสีขาวก็เป็นเหมือนหิมะและที่ครีบหูจะต้องเป็นสีขาวด้วย
โชวา-ซันโชกุ (SHOWA-SANSHOKU)
“โชวา” หมายถึง ยุคหนึ่งในสมัยจักรพรรดิองค์ปัจจุบันครองราช เริ่มประมาณ ค.ศ. 1927 “ซันโชกุ” แปลว่า 3 สี ปลาคาร์ปกลุ่มนี้มีพื้นลำตัวเป็นสีดำ แต่มีลวดลายหรือจุดแต้มสีขาวและสีแดง ที่ครีบหูจะต้องมีจุดสีดำ
อุทซึริ-โมโน (UTSURI-MONO)
“อุทซึริ” หมายถึง สีดำที่เป็นลายแถบคาดคลุมจากหลังลงมา ถึงส่วนท้องด้านล่างบนพื้นสีอื่น ๆ ปลาที่รู้จักกันดีในกลุ่มนี้เช่น ชิโร-อุทซึริ (Shiro-Utsuri), ฮิ-อุทซึริ (Hi-Utsuri), คิ-อุทซึริ (Ki-Utsuri)
เบคโกะ (BEKKO)
“เบคโกะ” แปลว่า กระ ปลากลุ่มนี้มีสีขาว แดง หรือเหลือง สีลวดลายเป็นสีดำ มีลักษณะเหมือนที่พบบนกระดองเต่า คือ สีดำเป็นดอก ๆ บนลำตัว ปลาที่รู้จักกันดีในกลุ่มนี้เช่น ชิโร-เลคโกะ (Shiro-Bekko), ฮิ-เบคโกะ (Hi-Bekko), คิ-เบคโกะ (Ki-Bekko) เป็นต้น
อาซากิ ชูซุย (ASAGI, SHUSUI)
“อาซากิ” แปลว่า สีฟ้าอ่อน ส่วนบนของลำตัวปลาเป็นสีฟ้าหรือสีเทา แต่มีลวดลายคล้ายร่างแหหรือตาข่ายคลุม “ชูซุย” หมายถึง ปลาแฟนซีคาร์ปพันธุ์เยอรมัน (โดยซึ) ที่มีเกล็ดสีน้ำเงินบนแนวสันหลัง
โคโรโมะ (KOROMO)
“โคโรโมะ” แปลว่า เสื้อคลุม โคโรโมะ หมายถึง ปลาซึ่งเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างกลุ่มสีโคฮากุ กับกลุ่มสีอาซากิ หรือกลุ่มสีซันโกกุ กับกลุ่มสีอาซากิ สายพันธุ์ที่เกิดใหม่และรู้จักกันดีในกลุ่มนี้เช่น อะ-โคโรโมะ (Ai-goromo), ซูมิ-โคโรโมะ (Sumi-goromo) เป็นต้น
ฮิการิ-มูจิโมโน หรือ โอกอน (HIKARI-MUJIMONO or OGON)
“ฮิการิ” แปลว่า แสงรัศมี “มูจิโมโน” แปลว่า ชนิดที่มีสีเดียวกันล้วน ๆ หมายถึงปลาที่มีสีเดียวกันตลอดตัว “โอกอน” เป็นปลาที่มีสีเหลืองทอง Platinum-Ogon เป็นปลาสีเหลืองที่มีประกายเหมือนทองคำขาว, Orange-Ogon เป็นปลาสีเหลืองมีประกายสีส้ม เป็นต้น
ฮิการิ-โมโยโมโน (HIKARI-MOYOMONO)
“ฮิการิ” แปลว่า แสงรัศมี “โมโยโมโน” แปลว่า ชนิดที่ผสม รวมความแปลว่าชนิดที่มีเกล็ดสีเงินสีทองเป็นแสงรัศมี เป็นลูกผสมระหว่างปลาโอกอน กับปลาในกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ปลากลุ่ม อุทซึริ ปลาที่รู้จักกันดีในกลุ่มนี้เช่น ยามาบูกิ-ฮาริวากี (Yamabuki-Hariwake), คูจากุ (Kujaku) เป็นต้น
ฮิการิ-อุทซึริโมโน (HIKARI-UTSURIMONO)
เป็นการผสมพันธุ์ปลาระหว่างอุทซึริ กับ โอกอน ได้ลูกปลาสีพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีสีทองหรือสีเงินแทรกอยู่ เช่น สีของพันธุ์โชวาที่มีสีทองคำขาวแทรกอยู่ (Gin-Showa) สีของพันธุ์อุทซึริที่มีสีทองแทรกอยู่ (Kin-Ki-Utsuri) เป็นต้น
คาวาริโมโน (KAWARIMONO)
“คาวาริ” แปลว่า เปลี่ยนแปลงนอกคอก ไม่เหมือนใคร “โมโน” แปลว่า ชนิด รวมความแปลว่า ชนิดที่สีไม่เหมือนใคร เช่น ปลาสีดำ (Karasugoi) สีชา (Chagoi), สีเขียว (Midorigoi)
คินกินริน (KINGINRIN)
“คิน” แปลว่า ทอง “กิน” แปลว่า เงิน “ริน” แปลว่า เกล็ด รวมความแปลว่า ปลาที่มีเกล็ดทอง เกล็ดเงิน หมายถึงปลาที่มีเกล็ดสีเงินสะท้อนแสงแวววาวเป็นลายเส้นขนานตามแนวยาวของสันหลัง เช่น ปลาพันธุ์โคฮากุที่มีเกล็ดเงิน (Kinginrin-Kohaku) ปลาพันธุ์เบคโกะที่มีสีเงิน (Kinginrin-Bekko) เป็นต้น
ตันโจ (TANCHO)
“ตันโจ” แปลว่า หงอนแดงของหัวไก่ หมายถึงปลาที่มีสีแดงลักษณะกลมที่หัว ส่วนลำตัวจะมีสีขาวหรือสีอื่นก็ได้ เช่น ตันโจ-โคฮากุ (Tencho Kohaku), ตันโจ-โชวา (Tancho-Showa) เป็นต้นจากการตั้งชื่อกลุ่มปลาดังกล่าวข้างต้น จะสังเกตได้ว่าการเรียกชื่อถือรากศัพท์ของสี สถานที่ ชื่อรัชสมัย ฯลฯ ในประเทศญี่ปุ่นมาเป็นคำเรียก ดังนั้นในการเรียกชื่อปลาแต่ละตัวซึ่งมีลักษณะรวมในกลุ่มเดียวหรือหลายกลุ่มปนกันจึงสามารถนำชื่อกลุ่มเรียงต่อกัน หรือจะตั้งเป็นชื่อใหม่ก็ได้ ตัวอย่างเช่น
ตันโจ-แพลทินั่ม-กินริน (Tancho-Platinum-Ginrin)
หมายถึงปลาสีแพลทินั่มที่มีสีแดงกลมที่หัวและเกล็ดสีเงินสะท้อนแสงแวววาวเป็นสายเส้นขนานตามลำตัว
ตันโจ-โชวา-ซันโชกุ (Tancho-Showa-Sanshoku)
หมายถึงปลาสีแดง ดำ ขาว ซึ่งมีสีดำเป็นสีพื้นของลำตัวตลอดจนครีบหู และมีสีแดงกลมที่บริเวณหัว
แพลทินัม-โดยซึ (Platinum-Doitsu)
หมายถึงปลาพันธุ์เยอรมันที่มีสีทองคำขาว
ฮิ-อุทซึริ (Hi-Utsuri)
หมายถึงปลาสีแดงที่มีสีดำเป็นลายแดงคาดคลุมจากหลังลงมาถึงส่วนท้องด้านล่าง
ชิโร-เบคโกะ (Shiro-Bekko)
หมายถึงปลาสีขาวที่มีลวดลายสีดำเป็นดอกบนลำตัว

 

 

ปลาอินทรีเน็ต,ปลาอินซีเน็ต

อินซิกนิส ตะเพียนหางสวยจากลุ่มน้ำอะเมซอน

อินซิกนิส,อินซีเน็ท,อินซีนิส,ปลาหงษ์ ไม่ว่าบ้านเราจะเรียกปลานี้ว่าอะไรก็คงไม่หนีกันเท่าไหร่ครับแม้ว่าจะมีชื่อเรียกที่ผิดเพี้ยนไปบ้างแต่ถ้าผมจะพูดถึงความนิยมของเจ้าปลา “อินซีเน็ต” นี้บอกได้ว่าเป็นปลาที่นักเลี้ยงปลาที่เลี้ยงเป็นแล้วจะมีเก็บไว้ใช้งานอย่างแน่นอนครับด้วยความสวยงามของรูปร่างอินซีเน็ต เกร็ดที่มันวาว ลายและสีหางที่เด่นชัด และที่ขาดไม่ได้คือเจ้าอินซีเน็ตชนิดนี้กินตะไคร่หรือเก็บเศษอาหารได้ดีทีเดียวแหม ผมเกริ่นซะนานขอเข้าเรื่องบ้างครับ เราไปดูรายละเอียดของอินซีเน็ตกันเลยครับ

ปลาอินซิกนิส หรือที่นิยมเรียกว่า ปลาอินซีเน็ต เป็นปลาน้ำจืดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Semaprochilodus insignis ในวงศ์ปลา Prochilodontidaeรูปร่างทั่วไปคล้ายปลาปลาตะเพียน ดวงตากลมโต ริมฝีปากหนาและใหญ่ และปากขยับไปมาตลอดเวลา เกล็ดมีขนาดเล็กมีสีเงินแวววาว เมื่อยังเล็กจะมีลายแถบและจุดสีดำกระจายอยู่บริเวณลำตัวค่อนไปทางโคนหาง มีเกล็ดบริเวณเส้นข้างลำตัวประมาณ 48 เกล็ด โคนหางคอดเล็ก ครีบท้องมีสีแดงสด ครีบหลังมีขนาดใหญ่และตั้งชี้ขึ้น ซึ่งครีบเหล่านี้เมื่อปลาโตขึ้นจะยิ่งชี้แหลมและสีสดยิ่งขึ้น ในบางตัวปลายครีบหลังอาจแหลมยาวคล้ายปลายผืนธง ครีบหางเป็น 2 แฉก มีขนาดใหญ่ ครีบหางและครีบก้นมีลายแถบสีดำเป็นทางตรงบนพื้นสีเหลืองหรือสีแดงมีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 30 เซนติเมตร อาจใหญ่ได้ถึง 35 เซนติเมตร เป็นปลาที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ กินอาหารได้ทั้งพืชและสัตว์ พบกระจายพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำอเมซอน ในทวีปอเมริกาใต้ โดยใช้ปากที่ขยับไปมาตลอดนั้นตอดอาหารจำพวกอินทรีย์วัตถุหากินตามพื้นน้ำหรือตะไคร่น้ำที่เกาะตามแก่งหินต่าง ๆ มีพฤติกรรมผสมพันธุ์หมู่และวางไข่ได้ครั้งละประมาณ 100,000 ฟอง

เป็นปลาที่ใช้บริโภคกันในท้องถิ่น และมีความสำคัญต่อมนุษย์ในแง่ของการเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม โดยจะนิยมเลี้ยงไว้เพื่อทำความสะอาดภายในตู้เลี้ยง เพราะเป็นปลาที่เก็บเศษอาหารกินทำให้ตู้เลี้ยงสะอาดได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีความเชื่ออีกว่า เมื่อเลี้ยงคู่กับปลาอะโรวาน่าหรือปลามังกรด้วยแล้ว จะถือเป็นมงคล เหมือนหงส์คู่มังกร เพราะปลาชนิดนี้มีเรียกในภาษาจีนว่า “เฟยหง”แปลว่า “ปลาหงส์”

อันที่จริงปลาอินทรีเน็ตหรือเฟยหงษ์ เป็นปลากลุ่ม Semaprochilodus .เป็นปลาอยู่ในวงศ์Prochilodontidae. ซึ่งนักเลี้ยงปลาสวยงาม (อันที่จริงผมว่าคนขายปลามากกว่า) ได้เอาปลาตัวนี้ไปตั้งชื่อโดยเปรียบเทียบกับหงส์ และเมื่อนำไปเลี้ยงร่วมกับปลาอะโรวาน่า มันก็จะกลายเป็นสิ่งมงคล นั่นคือหงส์คู่มังกร เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าล้วนๆไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยครับ
สำหรับปลาชนิดนี้นักอนุกรมวิธานมีวิธีการจำแนกสุกลปลาตัวนี้ ณ ปัจจุบัน พบปลาในสกุลนี้ทั้งหมด ชนิด ดังนี้ครับ.

1) Semaprochilodus insignis (Jardine & Schomburgk 1841) 

2) Semaprochilodus brama (Valenciennes 1850) 

3) Semaprochilodus kneri (Pellegrin 1909) 

4) Semaprochilodus laticeps (Steindachner 1879) 

5) Semaprochilodus taeniurus (Valenciennes, 1821) 

6) Semaprochilodus varii Castro 1988

ปลากลุ่มนี้พบได้ตามแถบอเมริกาใต้ และลุ่มน้ำอะเมซอน ลักษณะทางโครงสร้างของปลากลุ่มนี้จะมีสีเงินสดใสและมีขนาดดวงตาที่ใหญ่ ครีบหางจะมีลายสีแถบตามยาว เป็นสีดำสลับกับสีเหลืองและส่วนครีบตะเกียบจะมีสีแดง ปลาชนิดนี้เริ่มเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อไหร่ผมเองไม่แน่ใจนัก แต่วัตถุประสงค์ในการนำมาเลี้ยงในช่วงแรกๆน่าจะเป็นเรื่องของการกำจัดตะไคร่น้ำในตู้ปลา เพราะปลาพวกนี้กินพืชและกินเก่งมากอีกทั้งเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ โตเต็มที่ประมาณ20-25เซ็นติเมตร แต่ในปัจจุปันปลากลุ่มนี้ได้รับความนิยมจนมีกลุ่มคนเลี้ยงเอาไปเลี้ยงเดี่ยวๆก็มี อาจจะด้วยความสวยงามของหางนั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่คนไทยจะชอบปลาที่มีหางสีแดง( Red-Tail-Prochilodus ) และชื่อของปลาชนิดนี้ก็มีกันหลายชื่อ แบบสบายใจไทยค้า เช่น อินทรีเน็ต เฟยหงษ์ ปลาตะเพียนเมืองนอก ปลาตะเพียนอะเมซอน ซึ่งก็แล้วแต่จะเรียกกันไป อันนี้ก็อย่างที่ผมเขียนถึงในตอนต้นว่าเป็นเรื่องของการค้า แต่คำว่าอินทรีเน็ตดูจะใกล้กับชื่อสามัญของปลาชนิดนี้มากที่สุด ปลาตัวนี้มีชื่อสามัญ insignis Mesonauta หรือออกเสียงสั้นๆว่า อินซิกนิส
การเลี้ยงปลาอินซิกนิส นั้นเราจำเป็นต้องใช้ตู้ที่มีขนาดใหญ่ ตู้ที่เหมาะสมกับปลากลุ่มนี้เมื่อเวลาโตก็ควรจะขนาด 60″x 24″x 24″(150 ซม. x 60 ซม. x 60 ซม. ) 540 ลิตร อุณหภูมิของน้ำประมาณ 73 – 84°F (23 – 29°C) ค่า PH ประมาณ 5.5 – 7.2

สำหรับการตกแต่งตู้ปลาชนิดนี้สามารถตกแต่งได้ค่อนข้างหลากหลาย ถ้าคุณต้องการที่จะให้มันอยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ก็ใช้ทรายแม่น้ำปูที่พื้นตู้ เพิ่มเติมด้วยก้อนหินและเศษไม้หรือพวกตอไม้ที่ใช้ปลูกไม้น้ำวางเข้าไป สำหรับผู้ที่เลี้ยงไม้น้ำไว้ในตู้ปลาพวกนี้อาจจะต้องทำใจหน่อยหากว่าต้นไม้ของคุณจะกลายเป็นอาหารของอินซิกนิก เพราะปลาพวกนี้เป็นนักกินพืชและตะไคร่น้ำระดับเทพของปลาตู้เหมือนกัน

สำหรับเรื่องการกินอาหาร แม้นเจ้าปลาอินซิกนิส จะเป็นปลาที่กินไม่เลือกหรือจะบอกว่ามันกินได้หลากหลายทั้งพืช อาหารสด และอาหารสำเร็จรูป แต่ก็ขอแนะนำหากคุณเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดควรใช้อาหารประเภทมีส่วนผสมของผักหรือพวกสาหร่ายจะดีกว่า และอาจจะเสริมด้วยอาหารสดอย่างหนอนแดงบ้างก็ได้ ควรให้สลับกันเพื่อปลาจะได้รับสารอาหารครบถ้วนและไม่เกิดอาการเบื่ออาหาร
อินซิกนิสจะเป็นปลาที่ค่อนข้างก้าวร้าวกับปลาพวกเดียวกัน ดังนั้นหากต้องการเลี้ยงอินซิกนิส หลายๆตัวในตู้เดียวกันควรใช้ตู้ที่มีขนาดใหญ่ และสำหรับเพื่อนร่วมตู้ที่อยู่กับเจ้าปลาตัวนี้ก็ควรเป็นปลาใหญ่สักหน่อยอย่างเช่น อะโรวาน่า หรืออาจจะเลือกปลากลุ่มกระเบนน้ำจืด ปลาตระกลู knifefish เช่นปลากราย ปลาผีดำหรือแบล็คโกสท์ รวมถึง peaceful cichlids หรือปลาหมอสีที่รักสงบ
สำหรับการเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ผมยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนนัก เพราะโดยธรรมชาติปลาชนิดนี้จะเดินทางย้ายถิ่นปีละสองครั้ง เพื่อผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงต้นฤดูฝนและอาจจะอพยพอีกครั้งหลังจากนั้นราว 3-4 เดือน เพื่อมายังแหล่งอาหาร ระหว่างการเดินทางเพื่อไปวางไข่ปลาพวกนี้อาจจะว่ายน้ำไปไกลหลายร้อยกิโลเมตรและในบางครั้งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและสีสันได้เหมือนเช่นปลาแซลมอน
สำหรับปลา Semaprochilodus จัดเป็นปลาฝูง( shoal )ส่วนใหญ่สามัญและพบแพร่หลายในทวีปอเมริกาใต้ แต่ส่วนใหญ่คนพื้นเมืองถือว่าพวกนี้เป็นปลาเนื้อ นั่นคือพวกมันโดนเอาไปทำเป็นอาหารซะมากกว่าที่จะเอามาเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม
เอาล่ะครับคิดว่าน่าจะพอเพียงและเป็นประโยชน์บ้างสำหรับคนที่สนใจและอยากรู้เรื่องปลา อินซิกนีส ปลาที่มีฉายาเยอะจริงๆ

เริ่มเลี้ยงกันเถอะ!!! 

หลังจากรู้จักกับข้อมูลพื้นฐานไปแล้ว ก็ไปต่อกันที่การเลือกซิ้อเลยครับ

สำหรับเจ้าอินซีเน็ตนี้ ถ้ามองหาตามร้านปลาทั่วไปคงยากหน่อยเพราะราคาค่อนข้างสูงเด็กแถวบ้านหาซื้อมาเลี้ยงไม่ได้ จึงต้องเดินทางไปจตุจักรหรือซื้อผ่านเว็บเท่านั้น ส่วนขนาดก็มีให้เลือกซื้อตั้งแต่1.5นิ้วขึ้นไปถึง15นิ้วแล้วแต่งบประมาณ

การเลือกปลา 

อินซีเน็ตที่ดีต้องว่ายรวดเร็วแข็งแรงและถ้าเวลาไปซื้อในตู้อย่าเลือกปลาที่แยกฝูงครับ(พวกเบื่อสังคมโอกาสเน่าสูง)นอกจากนั้นก็ต้องมีเกร็ดที่เรียงสวยไม่ถลอก หางและครีบไม่หักหรือมีเลือด ตาโตใสไม่ขุ่น และปากไม่มีรอยถลอกเลือดไหล

การเตรียมน้ำ 

ปลาอินซีเน็ตตายง่ายมากในวัย1-3เดือนแรก อาจถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าปลาอายุเท่าไร ประมาณคร่าวๆก็คือขนาดตั้งแต่3นิ้วลงมาโอกาสเน่าจะสูงหน่อยครับ อุย นอกเรื่อง กลับเข้าเรื่องน้ำครับ สำหรับน้ำก็ใช้น้ำประปาบ้านเราได้ตามสบายแค่รองทิ้งไว้ให้อากาศถ่ายเทสัก2วัน หรือถ้าใครมีกรอกคลอรีนอยู่แล้วก็ยิ่งสบายใหญ่ สำหรับตู้เลี้ยงแนะนำขนาด24นิ้วขึ้นไปครับถ้าปลา1ตัว แต่ผมกล้าการันตีเลยว่าลองได้เลี้ยงอินซีเน็ตแล้วต้องมีซื้อเพิ่มแน่ๆ

การลงปลา 

ไม่ยากครับหลังจากซื้อมาแล้ว ส่วนมากก็จะใส่ถุงอัดอากาศมา เราก็แค่นำไปลอยไว้ในตู้ที่เตรียมสัก15-20นาทีให้ปลาปรับอุณหภูมืก็พอแล้วครับ อ้อ กรณีผิดพลาดทางเทคนิกน้ำที่ใส่ไปมีคลอรีนเยอะปลาจะลอยและหอบครับ ให้รีบตักออกทันที

พฤติกรรมในตู้ 

สำหรับอุปนิสัยใจคอเจ้านี่เป็นปลาที่เข้าได้กับปลาหลากหลายชนิดครับ แต่อย่าไปรวมกับพวกปลาล่าเนื้อที่ขนาดใหญ่เพราะมันอาจหัวขาดได้ ไม่ว่าจะเลี้ยงกับปลาทอง ปลาคาร์ป ปลาอะโรวาน่า ปลาเสือตอ ปลาอามาทัส หรืออะไรก็ตามที่ไม่กินมันได้หมดครับ

สำหรับอินซีเน็ตมันเป็นปลาที่ค่อนข้างขึ้ตกใจและกระโดดเก่งมาก ไม่ควรเลี้ยงในตู้ที่ไม่มีฝาหรือบ่อที่เปิดโล่ง เพราะมันอาจโดดมานอนตากแห้งได้

โรคและการรักษา 

ปลาอินซีเน็ตเป็นปลาที่ชอบน้ำสะอาดครับถ้าสกปรกมันจะมีแผลเลือดออกตามเกร็ดก็รักษาไม่ยากแค่ดูน้ำให้ดีและใส่ยาเหลืองเท่านั้นเอง

แต่โรคที่คร่าชีวิตปลาชนิดนี้มากเท่าที่ผมเคยเจอมามีอยู่2ประการครับ 1.โรคหางกุด 2.โรคเบื่อชีวิต

โรคหางกุดมักจะเป็นในปลาเล็กโดยมาเมื่อส่งมาเมืองไทยใหม่ๆ สาเหตุหรือวิธีการรักษาผมเชื่อว่าไม่มีใครทราบจริงๆเพราะส่วนมากถ้าปลากำลังหางกุดก็ทำแค่เพียงใส่ยาหรือรักษาน้ำ หรือถ้าใครทราบก็บอกต่อกันด้วยครับ ส่วนโรคเบื่อชีวิตคืออยู่ดีๆก็ตายครับ อันนี้ผมก็ปวดหัวมากๆถ้าคนเคยเลี้ยงปริมาณเยอะๆจะทราบว่าปลาเบื่อโรคจะแยกตัวและไม่เข้าฝูงและนอนอืดในเวลาต่อมา

สำหรับโรคอื่นๆก็ไม่ค่อยมีครับ ยิ่งปลาขนาด5นิ้วขึ้นไปจะแข็งแรงมากๆครับ

ปลาอินทรีเน็ตปลาอินทรีเน็ตปลาอินทรีเน็ต

ปลาเสือตอ

ปลาเสือตอ (อังกฤษ: Siamese tigerfish) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Datnioides pulcher เป็นปลาที่อยู่ในวงศ์ปลาเสือตอ(Datnioididae) มีรูปร่างแบนข้าง ปากยาวสามารถยืดได้ ครีบก้นเล็กมีก้านครีบแข็ง 3 ชิ้น ครีบหลังแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนแรกเป็นก้านครีบแข็งมีเงี่ยง 13 ชิ้น ตอนหลังเป็นครีบอ่อน พื้นลำตัวสีเหลืองน้ำตาลจนถึงสีส้มอมดำ มีแถบสีดำคาดขวางลำตัวในแนวเฉียงรวมทั้งสิ้นประมาณ 5-6 แถบ หรือ 7 แถบ ส่วนหัวมีลักษณะลาดเอียงมาก เกล็ดเป็นแบบสาก (Ctenoid) มีลักษณะนิสัยอยู่เป็นฝูงเล็ก ๆ ใต้น้ำ โดยมักจะอาศัยบริเวณใกล้ตอไม้หรือโพรงหินด้วยการอยู่ลอยตัวอยู่นิ่งๆ หัวทิ่มลงเล็กน้อย หากินในเวลากลางคืน โดยกินอาหารแบบฉกงับ อาหารได้แก่ สัตว์น้ำขนาดเล็กและแมลงต่างๆ มีขนาดลำตัวโตสุดประมาณ 40 เซนติเมตร หนักถึง 7กิโลกรัม

อาศัยอยู่ตามแม่น้ำสายใหญ่ในภาคกลางของประเทศไทย เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา, แม่น้ำแม่กลอง, แม่น้ำท่าจีนในภาคอีสานเช่น แม่น้ำโขงและสาขา ต่างประเทศพบที่กัมพูชาและเวียดนาม โดยเฉพาะทื่บึงบอระเพ็ดเป็นที่ขึ้นชื่อมากเพราะมีรสชาติอร่อย กล่าวกันว่า ใครไปถึงบึงบอระเพ็ดแล้ว ไม่ได้กินเสือตอ ถือว่าไปไม่ถึง แต่ปัจจุบัน ไม่มีรายงานการพบมานานแล้ว จนเชื่อว่าสูญพันธุ์จากธรรมชาติแล้วในประเทศไทย

เป็นปลาที่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายในประเทศไทย เป็นสัตว์น้ำจืดคุ้มครองของกรมประมงร่วมกับปลาชนิดอื่น อีก 3 ชนิด (ปลาตะพัด (Scleropages formosus), ปลาหมูอารีย์ (Yasuhikotakia sidthimunki) และ ปลาค้างคาวดอยอินทนนท์ (Oreoglanis siamensis)) ซึ่งหากใครจะค้าขายหรือเพาะเลี้ยงต้องได้รับการอนุญาตก่อน

เป็นปลาที่ได้รับความนิยมมากจากนักเลี้ยงปลาสวยงาม เพราะมีสีสันและลวดลายที่สวยงาม เมื่อเวลาล่าเหยื่อจะกางครีบทุกครีบ ก่อนจะฉก แม้จะมีราคาที่แพง เพราะหายาก ปลาที่มีขายในตลาดปลาสวยงามทุกวันนี้ นำเข้าจากประเทศกัมพูชาและเวียดยาม แม้ปัจจุบัน มีผู้เพาะพันธุ์ได้แล้วจากการผสมเทียม แต่ยังได้ผลไม่แน่นอนและไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่ก็ยังมีความพยายามอยู่จากทั้งภาครัฐและเอกชน

ปลาเสือตอลายใหญ่ พฤติกรรมในการกินอาหาร คือ มักจะกินเฉพาะอาหารที่มีชีวิตหรือเคลื่อนไหวได้เท่านั้น หากจะให้กินอาหารที่ตายต้องใช้ระยะเวลาในการฝึก น้อยรายมากที่จะฝึกให้กินอาหารเม็ดได้

เสือตอที่นิยมเลี้ยงคือ เสือตอลายใหญ่ และ ลายคู่

เสือตอเสือตอ

เสือตอเสือตอ

ปลาอโรวาน่า

อะโรวาน่า เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ที่มีการสืบสายพันธุ์มาจากปลาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Arowana (อะโรวาน่า) หรือ Arawana (อะราวาน่า) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scleropages formosus อยู่ในวงศ์ปลาตะพัด (Osteoglossidae) นับว่าเป็นปลาที่ใกล้สูญพันธุ์ในธรรมชาติ เนื่องจากเป็นปลาที่สืบพันธุ์ยาก ประกอบกับแหล่งที่อยู่ถูกทำลายไปได้รับความนิยมอย่างสูงของนักเลี้ยงปลาตู้ ในฐานะของปลาสวยงาม ราคาแพง

สำหรับชื่อ “ตะพัด” เป็นชื่อที่เรียกกันในภาคตะวันออก แถบจังหวัดจันทบุรีและตราด ในภาคใต้จังหวัดสุราษฎร์ธานีจะเรียกปลาชนิดนี้ว่า “หางเข้” ถูกค้นพบเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2474ตามรายงานของสมิธที่ลำน้ำเขาสมิง จังหวัดตราด โดยระบุว่าในขณะนั้น ปลาตะพัดเป็นปลาที่พบได้ทั่วไปในแม่น้ำลำคลองในภาคตะวันออก ไข่มีลักษณะสีส้มลูกกลมใหญ่ ฟักไข่ในปาก เนื้อมีรสชาติอร่อย นิยมใช้ทำเป็นอาหาร

ในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทย เชื่อว่าเหลือเพียงบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองยัน ซึ่งเป็นต้นแม่น้ำตาปี และบริเวณแม่น้ำ ที่อำเภอละงู จังหวัดสตูลเท่านั้น ส่วนทางภาคตะวันออกที่เคยชุกชุมในอดีต ไม่มีรายงานการพบอีกเลย อีกที่หนึ่งที่ได้เคยได้ชื่อว่ามีปลาตะพัดชุกชุมคือ บึงน้ำใส อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ในอดีตเป็นแหล่งจับปลาตะพัดที่มีชื่อเสียงมาก จนมีชื่อปรากฏในคำขวัญประจำอำเภอ โดยชาวบ้านจะเรียกปลาชนิดนี้ว่า “กรือซอ” แต่จากการจับอย่างมากในอดีต ทำให้ในปัจจุบัน ปริมาณปลาตะพัดลดน้อยลงจนแทบจะสูญพันธุ์

อโรวาน่า ลำตัวยาว ด้านข้างแบน เกล็ดมีขนาดใหญ่สีเงินอมเขียวหรือฟ้าเรียงเป็นระเบียบอย่างสวยงาม เกล็ดบริเวณเส้นข้างลำตัวมีประมาณ 24 ชิ้น ตาโต ปากใหญ่เฉียงขึ้นด้านบน ฟันแหลม ครีบหลังและครีบก้นยาวไปใกล้บริเวณครีบหาง สันท้องคม มีหนวด 1 คู่อยู่ใต้คาง ปลาตะพัดขนาดโตเต็มที่ได้ยาวได้ราว 90 เซนติเมตร หนักได้ถึง 7 กิโลกรัม พฤติกรรมมักจะว่ายบริเวณริมผิวน้ำ อาหารของปลาตะพัด ได้แก่ สัตว์น้ำขนาดเล็ก ตลอดจนแมลง สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำขนาดเล็ก ปลาโตเต็มวัยสามารถโดดงับอาหารได้สูงถึง 1 เมตร

อาศัยอยู่ในแม่น้ำที่มีสภาพใสสะอาด มีนิสัยค่อนข้างดุ ก้าวร้าว ขี้ตกใจ มักอาศัยอยู่ลำพังตัวเดียวหรือเป็นคู่ ถ้าอยู่เป็นฝูง ก็จะอยู่เป็นฝูงเล็ก ๆ ไม่เกิน 3-5 ตัว พบได้ในทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และปลาในแต่ละแหล่งน้ำจะมีสีสันแตกต่างหลากหลายกันออกไป (Variety) เชื่อว่าเกิดเนื่องจากลักษณะทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมที่อยู่ เช่น สีทอง สีแดง สีเงิน สีทองอ่อน เป็นต้น

นอกจากนี้ ตะพัด ยังมีสายพันธุ์ที่มีความใกล้เคียงกันในทางวิทยาศาสตร์ในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก ด้วย เช่น อเมริกาใต้ แอฟริกา และออสเตรเลียทางตอนเหนือ

ปลาอโรวาน่าปลาตะพัด หรือ ปลาอะโรวาน่า นับว่าเป็นสุดยอดปลาสวยงามที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุดมา โดยตลอดซึ่งอาจจะเป็นเพราะปลาชนิดนี้เป็นปลาที่มีรูปร่างสวยงาม มีเกล็ดขนาดใหญ่ และมีสีสันแวววาวมีหนวดซึ่งมีลักษณะคล้าย “มังกร” นอกจากนี้ยังมีเรื่องความเชื่อต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับปลาอะโรวาน่า โดยชาวจีนเชื่อว่าผู้ใดเลี้ยงปลาชนิดนี้แล้วจะร่ำรวยมีโชคลาภ จึงทำให้ปลาชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด

อโรวาน่าสายพันธ์ต่างๆ

อะโรวาน่าเขียว (Green Arowana คือปลาตะพัดนี่เอง)

อะโรวาน่าแดงอินโดนีเซีย (Super Red) เป็นปลาที่มีสีแดงสดทั้งตัว ทั้งครีบและหาง มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย ในแถบทะเลสาบขนาดเล็กในป่าบริเวณรอบ ๆ ทะเลสาบเซนทารัม ซึ่งอยู่ทางตอนบนซึ่งต่อเชื่อมกับแม่น้ำคาปัวส์ ทางบอร์เนียวตะวันตก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่มีค่าความเป็นกรดค่อนข้างต่ำ (pH น้อยกว่า 5.5) จัดเป็นสายพันธุ์ที่มีราคาสูงรองลงมาจากอะโรวาน่าทองมาเลย์

ในตัวที่มีสีแดงตัดขอบเกล็ดคมชัดเจน เรียกว่า ชิลลี่ เรด (Chili Red) ตัวที่มีสีแดงทั้งตัว เรียกว่า บลัด เรด (Blood Red) หรือในบางตัวมีเหลือบสีม่วงในเกล็ด เรียกว่า ไวโอเล็ท ฟิวชั่น (Violet Fusion) ทั้งนี้สีปลาอ่อนหรือเข้มขึ้นอยู่กับตัวปลาเองและผู้เลี้ยง

นอกจากนี้แล้ว ยังมีสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกัน โดยพบในประเทศอินโดนีเซียเช่นเดียวกัน แต่พบคนละแหล่งน้ำ คือ เรด บี (Red B) หรือ บันจา เรด (Banja Red) (แต่ปัจจุบันนี้ได้ถูกเรียกว่า เรด อะโรวาน่า ((Red Arowana)) ซึ่งเมื่อยังเล็กจะมีสีแดงสดเหมือนปลาอะโรวาน่าแดงอินโดนีเซียทั่วไป แต่เมื่อโตขึ้นสีจะซีดลง จนเกล็ดมีเพียงสีเงินเหลือบเหลืองอ่อน ๆ สีครีบและหางเป็นสีเหลืองปนส้มเท่านั้น แลดูคล้ายปลาทองอ่อน และเป็นปลาที่มีราคาต่ำกว่า

ปัจจุบัน ได้มีการผสมข้ามสายพันธุ์ (Cross Breed) กับอะโรวาน่าทองมาเลย์ เป็นปลาลูกผสมระหว่างสายพันธุ์ทั้ง 2 ที่มีสีทองแดง เรียกว่า เรด สเปลนเดอร์ (Red Splendor)

อนึ่ง ในปี ค.ศ. 1994 มีนักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของปลาอะโรวาน่าแดงอินโดนีเซียแยกออกมาต่างหาก โดยเรียกว่าScleropages legendrei แต่ชื่อนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับเป็นสากลเท่าที่ควร

อะโรวาน่าทองอินโดนีเซีย (Red Tail Golden Arowana) เป็นปลาที่ได้รับความนิยม เนื่องจากมีราคาที่ไม่สูงมาก หากเทียบกับสายพันธุ์อื่นที่พบในเอเชียด้วยกัน อีกทั้งมีความสวยงามมีสีทองเข้ม ครีบอก กระโดงต่าง ๆ และหาง มีสีแดงสด ด้วยเหตุนี้ จึงมีชื่อเรียก ว่า Red Tail Golden (นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า RTG) ครีบหลังและหางส่วนบนจะมีสีแดงคล้ำปนดำ บนหลังจะมีเกล็ดสีดำ เกล็ดสีทองจะมีขึ้นมาถึงเกล็ดแถวที่ 4 และอาจจะมีขึ้นประปรายบ้างบนแถวที่ 5 เรียกว่า ไฮแบ็ค (Hight Back) ปัจจุบันมีการผสมข้ามสายพันธุ์ (Cross Breed) กับอะโรวาน่าทองมาเลย์จนได้สายพันธุ์ปลาพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า ไฮแบ็ค มากขึ้น โดยเกล็ดเงางามขึ้น และเกล็ดเปิดถึงแถวที่ 5 ได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้แล้วยังมีสายพันธุ์ที่สีอ่อนกว่า เมื่อเล็กมีลักษณะคล้ายปลาตะพัดหรืออะโรวาน่าเขียวมาก โตขึ้นครีบมีสีใสและเกล็ดเป็นสีเงินปนเหลืองอ่อน ๆ เรียกว่า “ทองอ่อน” และตัวใดที่ครีบมีสีเหลืองเข้มขึ้นมาหน่อย ก็จะถูกเรียกว่า “ทองหางเหลือง” (Yellow Tail) เป็นต้น

เป็นปลาที่พบในประเทศอินโดนีเชีย บริเวณบอร์เนียวเหนือและเกาะสุมาตรา และส่วนของทางหางเหลืองก็อยู่ในแหล่งน้ำที่ต่างจากทองอินโดนีเซีย

อนึ่ง ในปี ค.ศ. 1994 มีนักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของอะโรวาน่าทองอินโดนีเซียแยกออกมาต่างหากว่า Scleropages aureuและในส่วนของทองหางเหลืองก็ได้มีการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์แยกออกมาอีกว่าScleropages macrocephalus ในปีค.ศ. 2003[1]

อะโรวาน่าทองมาเลย์ (Malayan Bonytongue, Cross Back) ที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศมาเลเซีย แถบรัฐปะหัง เประ และมาเลเซียตะวันตก เป็นสายพันธุ์ของอะโรวาน่าที่มีราคาแพงที่สุด โดยอาจมีราคาสูงถึงหลักแสนบาท เนื่องจากเป็นปลาที่มีสีทองสดใสที่สุด เกล็ดมีความเงางามมาก เมื่อปลาโตเต็มวัยจะสีทองจะเปิดสูงข้ามบริเวณส่วนหลัง จึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า Cross Back

อีกทั้งในบางตัวยังมีฐานสีที่บริเวณเกล็ดเป็นสีม่วงหรือสีน้ำเงินเรียกว่า บลูเบส (Blue Base) ในบางตัวที่มีฐานเกล็ดเป็นสีเขียวเรียกว่า กรีนเบส (Green Base) ในขณะที่ตัวที่มีสีทองเหลืองอร่ามทั้งตัวโดยไม่มีสีอื่นปะปนจะเรียกว่า ฟูลโกลด์ (Full Gold)

อะโรวาน่าทองมาเลย์ เมื่อเทียบกับปลาอะโรวาน่าสายพันธุ์อื่น ๆ จะพบว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กที่สุด อีกทั้งครีบและหางเล็กกว่า แต่มีสีสันที่สวยที่สุด

ไฮแบ็ค (Hight Back) เป็นปลาลูกผสมระหว่างทองอินโดนีเซียกับทองมาเลย์ ทำให้ลูกปลาที่เกิดออกมามีส่วสนเด่นของทั้งสองสายพันธุ์ คือ มีเกล็ดที่แวววาวกว่าทองอินโดทั่วไปและสีทองของเกล็ดจะเปิดถึงแถวที่ 5 มากกว่าทองอินโดปกติ

อโรวาน่าอโรวาน่า

อโรวาน่าอโรวาน่า